Nike ออกแบบรองเท้าที่ “ถอดได้” เปลี่ยนสนีกเกอร์สู่ดีไซน์แบบหมุนเวียน

Nike ออกแบบรองเท้าที่ “ถอดได้” เปลี่ยนสนีกเกอร์สู่ดีไซน์แบบหมุนเวียน

รองเท้าสนีกเกอร์หนึ่งคู่ไม่ได้จบชีวิตลงเพียงแค่วันที่เราเลิกใส่ เพราะชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรองเท้าที่ผ่านการติดกาวและเชื่อมเข้าด้วยกัน อาจทำให้การแยกวัสดุเพื่อนำกลับมารีไซเคิลเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก นี่จึงเป็นโจทย์ที่ Nike นำมาพัฒนาต่อผ่านแนวคิด Circular Design หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Nike ISPA Link และ ISPA Link Axis รองเท้าที่ถูกออกแบบให้สามารถถอดแยกชิ้นส่วนได้ โดยลดการพึ่งพากาวและให้ความสำคัญกับวัสดุรีไซเคิลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ

จาก “รองเท้าที่ใส่แล้วทิ้ง” สู่การออกแบบเพื่อชีวิตหลังการใช้งาน

โดยทั่วไป รองเท้าถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงและทนทาน โดยการใช้กาวหรือวัสดุเชื่อมชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิธีดังกล่าวทำให้รองเท้าแยกส่วนได้ยากเมื่อหมดอายุการใช้งาน และกระบวนการรีไซเคิลอาจต้องนำรองเท้ามาฉีกหรือตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ซึ่งทำให้วัสดุที่ได้มีข้อจำกัดในการนำกลับไปใช้ต่อ

Nike ISPA จึงนำแนวคิด “Design for Disassembly” หรือการออกแบบให้สามารถถอดแยกชิ้นส่วนได้ มาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนารองเท้า เพื่อให้วัสดุแต่ละส่วนสามารถจัดการได้ง่ายขึ้นเมื่อรองเท้าหมดอายุการใช้งาน

 

ISPA Link รองเท้าที่ประกอบโดยไม่ใช้กาว

Nike ISPA Link ประกอบด้วยโมดูล 3 ส่วนที่สามารถเชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างแบบอินเทอร์ล็อค โดยไม่ต้องใช้กาวในการเชื่อมชิ้นส่วนหลัก ทำให้สามารถถอดแยกออกจากกันได้ และ Nike ระบุว่าสามารถนำไปส่งต่อผ่าน Nike Store ที่มีบริการรีไซเคิลและบริจาคได้

นอกจากเรื่องการรีไซเคิลแล้ว วิธีการประกอบยังช่วยลดขั้นตอนในการผลิต โดย Nike ระบุว่า ISPA Link หนึ่งคู่ใช้เวลาประกอบประมาณ 8 นาที และไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการติดกาวที่ใช้เวลานาน รวมถึงลดการพึ่งพากระบวนการที่ใช้พลังงานในสายการผลิตบางรูปแบบ เช่น ระบบทำความร้อนและทำความเย็น

 

Link Axis ขยับต่อด้วยวัสดุรีไซเคิล

ถัดจาก ISPA Link คือ ISPA Link Axis ที่พัฒนาแนวคิดเรื่องการถอดแยกชิ้นส่วนให้ก้าวไปอีกขั้น โดยส่วนบนของรองเท้าใช้ Flyknit ที่ทำจาก โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% ขณะที่ส่วนวัสดุ TPU ที่ใช้ในการขึ้นรูปบางส่วนทำจากวัสดุรีไซเคิล 100% ซึ่งมาจากเศษวัสดุถุงลม Air ของ Nike

นอกจากนี้ Link Axis ยังมีกรอบ TPU ที่ประกอบด้วยวัสดุรีไซเคิล 20% โดย Nike ระบุว่าการใช้วัสดุรีไซเคิลต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของวัสดุที่เปลี่ยนไปจากกระบวนการรีไซเคิล จึงต้องหาสมดุลระหว่างการใช้วัสดุรีไซเคิลกับความทนทานและการยึดเกาะของรองเท้า

 

ทำไมเรื่องนี้จึงเกี่ยวกับ ESG?

สิ่งที่น่าสนใจของ ISPA Link Axis ไม่ได้อยู่แค่รูปลักษณ์ที่แตกต่าง แต่คือการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาตั้งแต่ต้นทางของการออกแบบ

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ Circular Economy ที่พยายามลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดของเสีย และทำให้วัสดุสามารถกลับเข้าสู่ระบบเพื่อใช้ประโยชน์ต่อได้ แทนที่จะจบลงด้วยการถูกทิ้งหลังหมดอายุการใช้งาน

ในมุมของธุรกิจ นี่สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเพียงกิจกรรมหลังการผลิต แต่สามารถเริ่มต้นตั้งแต่คำถามว่า “เราจะออกแบบสินค้าอย่างไรให้จัดการได้ง่ายขึ้นเมื่อหมดอายุการใช้งาน?”

 

เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นโจทย์ของนักออกแบบ

Nike ระบุว่า ISPA Link และ Link Axis เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขยายแนวคิด Circular Design ไปยังผลิตภัณฑ์และซัพพลายเชนในวงกว้างขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือและระบบรับคืนสินค้าเพื่อเพิ่มความสามารถในการนำสินค้าที่หมดอายุการใช้งานกลับมาใช้ใหม่

แม้การทำให้ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นสามารถหมุนเวียนได้ตลอดวงจรชีวิตจะยังมีความท้าทาย ทั้งด้านวัสดุ การผลิต ระบบรับคืน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการรีไซเคิล แต่ ISPA Link Axis ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า “การออกแบบ” สามารถเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการลดขยะได้

สำหรับผู้บริโภคแล้ว รองเท้าคู่หนึ่งอาจไม่ได้มีความหมายเพียงแค่เรื่องแฟชั่นหรือการใช้งานอีกต่อไป แต่ยังสะท้อนคำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า สิ่งของที่เราเลือกซื้อในวันนี้ จะถูกจัดการอย่างไรเมื่อเราไม่ได้ใช้มันแล้ว?

และนี่อาจเป็นทิศทางสำคัญของสินค้าในอนาคต ที่ไม่ได้คิดเพียงว่า “ผลิตอย่างไรให้ขายได้” แต่ต้องคิดตั้งแต่ต้นว่า “ผลิตอย่างไรให้สิ่งของชิ้นนั้นมีชีวิตต่อได้ แม้วันที่เราเลิกใช้มันแล้ว”

 

ที่มา : nike

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : ทาสแมวสาย ESG ของใช้แมวอะไรบ้างที่เอากลับมาใช้ใหม่ได้? – ESG Universe

Developed by sarunyacrop