จากเกมเพื่อความสนุก สู่เครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งสิ่งแวดล้อม การศึกษา และสังคม
หากพูดถึง “เกม” ภาพที่หลายคนคุ้นเคยอาจเป็นเพียงความบันเทิงที่ใช้เล่นในเวลาว่าง แต่ในโลกปัจจุบัน เกมกำลังมีบทบาทมากกว่านั้น เพราะด้วยจำนวนผู้เล่นเกมทั่วโลกที่มีมากกว่า 2.7 พันล้านคน อุตสาหกรรมเกมจึงกลายเป็นหนึ่งในช่องทางที่สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว
ความนิยมนี้กำลังถูกนำมาต่อยอดเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก ตั้งแต่การปลูกฝังความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ ไปจนถึงการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทำให้ “การเล่นเกม” อาจไม่ได้จบลงแค่หน้าจอ แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโลกจริงได้ด้วย
เมื่อเกมกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม
หนึ่งในบทบาทที่น่าสนใจของเกมคือการนำประเด็นสิ่งแวดล้อมที่อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว มาถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ที่ผู้เล่นสามารถ “ลงมือทำ” ได้ด้วยตัวเอง
โครงการ Green Game Jam เป็นตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว โดยมีสตูดิโอเกมมากกว่า 30 แห่งเข้าร่วมพัฒนาเกมที่สอดแทรกประเด็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ และการฟื้นฟูธรรมชาติ ทำให้ผู้เล่นไม่ได้เพียงรับข้อมูล แต่ได้เรียนรู้ปัญหาผ่านโลกจำลองและเรื่องราวภายในเกม
เกมบางประเภทถึงขั้นให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่น Bee Simulator ที่ให้ผู้เล่นรับบทเป็นผึ้งและต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อรังและแหล่งอาหาร หรือ Endling ที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองของแม่จิ้งจอกตัวสุดท้ายบนโลก ซึ่งต้องปกป้องลูก ๆ ให้มีชีวิตรอด
วิธีเล่าเรื่องผ่านเกมจึงช่วยเปลี่ยน “ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์” ที่ผู้เล่นมีส่วนร่วมโดยตรง
จากต้นไม้ในเกม สู่ต้นไม้ที่ปลูกจริง
เกมยังสามารถเชื่อมโยงกิจกรรมในโลกเสมือนเข้ากับการสร้างผลลัพธ์ในโลกจริงได้อีกด้วย
หนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นคือ Ant Forest มินิเกมบนแพลตฟอร์ม Alipay ของจีน ซึ่งออกแบบให้ผู้ใช้งานได้รับคะแนนจากพฤติกรรมที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน จากนั้นคะแนนจะถูกนำไปใช้สร้าง “ต้นไม้เสมือน” ภายในเกม และเมื่อถึงเป้าหมายที่กำหนด ระบบจะเชื่อมโยงไปสู่การปลูกต้นไม้จริง
ข้อมูลจาก TCDC ระบุว่า ในช่วง 5 ปีแรก ผู้เล่นสามารถมีส่วนช่วยให้เกิดการปลูกต้นไม้จริงในพื้นที่แห้งแล้งของจีนได้ถึงประมาณ 220 ล้านต้น
กรณีนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของการออกแบบพฤติกรรม นั่นคือ หากกิจกรรมที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมถูกทำให้สนุก มีเป้าหมาย และเห็นผลลัพธ์ได้ ผู้คนก็อาจมีแรงจูงใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
เกมชวนคนลงมือทำเพื่อโลกจริง
อีกตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นจาก Pokémon GO เกมที่ใช้ระบบ GPS เชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือน โดยในปี 2019 มีการจัดกิจกรรมชวนผู้เล่นร่วมเก็บขยะเนื่องในวันคุ้มครองโลก
กิจกรรมดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 17,000 คนใน 41 ประเทศ และสามารถเก็บขยะได้มากกว่า 145 ตัน ตามข้อมูลที่ TCDC อ้างถึงในบทความต้นทาง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เกมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “สื่อสารว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมมีอยู่” แต่สามารถเปลี่ยนผู้เล่นให้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาได้จริง
นี่จึงเป็นอีกมิติของ ESG ที่น่าสนใจ เพราะการสร้างความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์กรเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและสังคมด้วย
เกมกับการศึกษา เมื่อการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน
นอกจากสิ่งแวดล้อม เกมยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการศึกษาเพิ่มขึ้น เพราะธรรมชาติของเกมมีทั้งการทดลอง การแก้ปัญหา การตั้งเป้าหมาย และการได้รับผลตอบกลับจากสิ่งที่ผู้เล่นทำ
ตัวอย่างเช่น Minecraft Education Edition ที่สามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนด้านการเขียนโปรแกรม ภูมิศาสตร์ และทักษะการแก้ปัญหา ขณะที่เกมในกลุ่มประวัติศาสตร์อย่างโหมดการศึกษาของ Assassin’s Creed ก็ถูกออกแบบให้ผู้เรียนสามารถสำรวจสถานที่และอารยธรรมในอดีตผ่านโลกเสมือน พร้อมข้อมูลประกอบการเรียนรู้
แนวคิดนี้สอดคล้องกับมิติ Social ของ ESG เพราะการสร้างโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของคน คือส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
เมื่อเกมกลายเป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์
อีกบทบาทที่เห็นชัดขึ้นคือ เกมในฐานะ “พื้นที่ทางสังคม”
โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อผู้คนไม่สามารถพบปะกันได้ตามปกติ เกมออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้คนยังสามารถทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนอื่น ๆ ได้
การเล่นเกมแบบร่วมมือกันทำให้ผู้เล่นไม่ได้เพียงแข่งขันเพื่อเอาชนะ แต่ต้องสื่อสาร วางแผน และช่วยเหลือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งสามารถพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย
แต่เกมก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การพูดถึงเกมในฐานะเครื่องมือเพื่อความยั่งยืน ไม่ควรมองเพียงด้านผลกระทบเชิงบวกที่เกมสร้างขึ้น เพราะอุตสาหกรรมเกมเองก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
ทั้งการใช้พลังงานของเครื่องเกม คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรและพลังงาน
ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมเกมจึงต้องมองความยั่งยืนแบบสองด้าน คือ ใช้เกมเป็นเครื่องมือสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกับลดผลกระทบที่เกิดจากอุตสาหกรรมของตัวเอง
TCDC ยกตัวอย่างความพยายามของบริษัทในอุตสาหกรรมเกมที่เริ่มให้ความสำคัญกับการจัดการคาร์บอน รวมถึงการรวมตัวของบริษัทเทคโนโลยีและเกมภายใต้ Playing For The Planet Alliance ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมเพื่อรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม
ESG ในโลกของเกม อาจเริ่มต้นจาก “การเล่น”
สิ่งที่เกมกำลังพิสูจน์ให้เห็นคือ การสร้างความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยข้อมูลที่ซับซ้อนเสมอไป
บางครั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมอาจเริ่มจากการทำให้คน “อยากมีส่วนร่วม”
เกมสามารถเปลี่ยนเรื่องยากอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นภารกิจ เปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นการผจญภัย และเปลี่ยนผู้เล่นจากผู้รับสารให้กลายเป็นผู้ลงมือทำ
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับโลกดิจิทัล นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่จะทำให้เรื่อง ESG ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องขององค์กรหรือรายงานความยั่งยืน แต่กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนสามารถ “เล่น เรียนรู้ และลงมือทำ” ได้ในชีวิตประจำวัน
เพราะสุดท้ายแล้ว เกมที่ดีอาจไม่ได้เปลี่ยนแค่โลกในหน้าจอ แต่อาจเปลี่ยนวิธีที่เรามองและดูแลโลกจริงได้เช่นกัน
ที่มา : tcdcmaterial
ที่มาภาพ : unsplash
เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : สัตว์เลี้ยงก็มี “Carbon Pawprint” เปิดวิธีเลี้ยงน้องหมา-แมวให้เป็นมิตรกับโลก – ESG Universe


