หมอธีระเตือน อย่ารนหาที่ เปิด “Travel bubble” ชี้ ทั่วโลกระบาดรุนแรง

หมอธีระเตือน อย่ารนหาที่ เปิด “Travel bubble” ชี้ ทั่วโลกระบาดรุนแรง


นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ค้านหัวชนฝา ไม่เห็นด้วยโครงการ Travel bubble ร่ายยาวอธิบาย ชี้ สถานการณ์ทั่วโลกยังอยู่ในการระบาดขั้นรุนแรง เสี่ยงสูงระบาดระลอกสอง

วันที่ 28 มิ.ย.63 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Thira Woratanarat” แสดงความคิดเห็นถึงกรณี โครงการ Travel bubbles โดยไม่เห็นด้วยที่จะนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศเพื่อหาเงิน เนื่องจากสถานการณ์ทั่วโลกยังอยู่ในการระบาดขั้นรุนแรง

โดยโพสต์ดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

“ทะลุสิบล้านคนแล้วนะครับวันนี้ และเสียชีวิตทะลุห้าแสนคนแล้วเช่นกัน

28 มิถุนายน 2563 ตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโรค COVID-19 รวมทั้งสิ้น 10,066,201 คน

เมื่อวานวันเดียวติดเพิ่มอีก 183,517 คน ตายเพิ่ม 4,935 คน ทำให้ยอดเสียชีวิตรวมเป็น 500,540 คน

อเมริกา ติดเพิ่ม 46,276 คน รวมเป็น 2,593,641 คน

บราซิล ติดเพิ่ม 38,693 คน รวมเป็น 1,313.667 คน

รัสเซีย ติดเพิ่ม 6,852 คน รวมเป็น 627,646 คน

อินเดีย ติดเพิ่ม 20,131 คน รวมเป็น 529,577 คน

จะสังเกตว่าอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนติดเพิ่มต่อวันมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าจะแซงรัสเซีย อีก 7 วันจะมียอดสะสมเป็นอันดับสามของโลกครับ

จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย รวมถึงออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ล้วนมีรายงานเคสติดเชื้อเพิ่มในประเทศตลอดทุกวันในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้นสนธิสัญญาฟองสบู่ท่องเที่ยว หรือ Travel bubbles ที่จะนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศเพื่อหาเงิน และการนำเสนอมาตรการนำผู้ป่วยต่างชาติมารักษาในประเทศไทยเพื่อหาเงินเข้าประเทศนั้น จึงจัดเป็นการ”รนหาที่”

ลำพังแค่มาตรการปลดล็อคระยะที่ 5 ที่มีกิจการเสี่ยงสูง เช่น โรงเรียน ผับ บาร์ คาราโอเกะ และอาบอบนวด ก็มากพอที่จะต้องคอยติดตามประเมินผลอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ ว่าจะมีการติดเชื้อในประเทศเราไหม

แต่เพิ่มด้วยการแง้มประตูประเทศ รับนักธุรกิจนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และคนต่างชาติที่แต่งงานกับคนไทย เข้ามาในประเทศ ก็มีโอกาสเสี่ยงเพิ่มเติม เพียงแต่ยังอยู่ในวิสัยพอจัดการได้

ในขณะที่เรื่องฟองสบู่ท่องเที่ยว และ Medical and Wellness Tourism นั้น ไม่ควรคิดอยู่ในสมอง หากดำเนินชีวิตด้วยสติ และปัญญา ท่ามกลางการรับรู้สถานการณ์โรคระบาดที่รุนแรงทั่วโลกในขณะนี้

ทุกอย่างอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี และศบค. จะตัดสินใจในวันพรุ่งนี้ครับ

หากทำตามแนวคิดที่ว่ามาทั้งหมด ชะตาชีวิตของประชาชนไทยอาจอยู่ภายใต้ 4 ฉาก

หนึ่ง หากการ์ดของทุกคนอ่อนปวกเปียก และรัฐบ้าจี้เปิดอ้าซ่า หากมีการติดเชื้อ เราจะเหมือนโดนสึนามิ

สอง หากการ์ดของทุกคนแข็งแกร่ง แต่รัฐบ้าจี้เปิดอ้าซ่า หากมีการติดเชื้อ เราจะเหมือนโดนระเบิดรุนแรงแต่อยู่ในรถกันกระสุนกันระเบิด

สาม หากการ์ดของทุกคนอ่อนปวกเปียก แต่รัฐเลือกเปิดกิจการเสี่ยง แง้มประเทศ แต่ยังไม่เปิดอ้าซ่า หากมีการติดเชื้อ ก็จะคล้ายไฟป่าหน้าแล้ง

และสี่ หากการ์ดของทุกคนแข็งแกร่ง และรัฐเลือกเปิดกิจการเสี่ยง แง้มประเทศ แต่ยังไม่เปิดอ้าซ่า หากมีการติดเชื้อ ก็จะคล้ายไร่เลื่อนลอย

คงจะดีที่สุด หากเรารักษาสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประเทศเราไปได้ยาวๆ อดทน อดกลั้น อดออม และพอเพียง

#ใส่หน้ากากเสมอล้างมือบ่อยๆอยู่ห่างจากคนอื่น
#พูดน้อยลงพบปะคนน้อยลงสั้นลง
#เลี่ยงที่อโคจรและหมั่นสังเกตอาการตนเองและครอบครัว

สวัสดีวันอาทิตย์ครับ

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เครดิต: รูปภาพต่างๆ มาจาก google และข้อมูลการระบาดจากอ.ประสิทธิ์ครับ”

และในโพสต์ถัดมาของวันเดียวกัน นพ.ธีระ อธิบายเพิ่มเติม ถึงข้องเสียของ ทฤษฎีฟองสบู่ท่องเที่ยว ชี้ว่า การแลกเปลี่ยนพลเมืองท่องเที่ยวในระยะยาวแล้วอาจเกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึง เช่น อาจเกิดการปนเปของสายพันธุ์ไวรัส เกิดเคสหลุดรอดการคัดกรอง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งให้เกิดการระบาดระลอกสองที่มากกว่าเดิม

โดยโพสต์ดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้

“สิ่งที่พึงระวังจากทฤษฎีฟองสบู่ท่องเที่ยว

โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การจับคู่ประเทศโดยดูตัวเลขระบาดมาใช้แลกเปลี่ยนพลเมืองท่องเที่ยว ไปมาหาสู่กันนั้น ในระยะยาวแล้วอาจเกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึง

1. โอกาสเกิดการปนเปของสายพันธุ์ไวรัส

ไวรัสโรค COVID-19 นั้นมีหลายสายพันธุ์ ทั้ง A, B, C เท่าที่ติดตามกันมา สายพันธุ์ A พบมากในอเมริกาและออสเตรเลีย สายพันธุ์ B พบมากในเอเชียตะวันออก และสายพันธุ์ C พบมากในยุโรป

เดิมไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างชนิดสายพันธุ์กับความรุนแรงของโรค แต่ในระยะหลังเริ่มมีการศึกษามาขึ้นโดยใช้ Genome Wide Association Study และเริ่มสังเกตเห็นความสัมพันธ์เรื่องนี้แล้ว

การจับคู่ไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์การระบาด และส่งผลต่อความรุนแรงของโรคได้

2. ปรากฏการณ์น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ

กลุ่มประเทศยุโรปมีการร่างข้อกำหนด ตกลงกันระหว่างประเทศให้ไปมาหาสู่กันได้ หากมีอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยไม่เกินที่กำหนด เช่น 16 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คนในรอบ 2 สัปดาห์

หากดูคร่าวๆ เหมือนจะน้อย แต่ลองคิดละเอียด จะพบว่า ถ้าประชากรไทย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร พอๆ กัน ราว 67 ล้านคน แปลว่า เกณฑ์กำหนดให้สามารถติดเชื้อได้วันละ 765 คน ก็สามารถเดินทางได้

แม้อัตราการระบาดจริงของแต่ละประเทศ หลายประเทศอาจไม่ถึงระดับดังกล่าว แต่ล้วนแตกต่างจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ตอนนี้ไทยไม่มีเคสเลย แต่ของเค้ามีเคสอยู่ตั้งแต่ระดับหลักสิบไปถึงหลักพัน

ถ้ามีการทำสนธิสัญญาระหว่างกัน แม้จะใช้วิธีมาตรฐานในการคัดกรองโรค แต่ข้อเท็จจริงคือ ไม่มีการคัดกรองโรคชนิดใดที่แม่นยำ 100%

ประเทศที่รับคนไทยไปเที่ยวย่อมได้เปรียบในแง่ความปลอดภัย เพราะไทยไม่มีเคส

ขณะที่ไทย รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ย่อมแบกรับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดเคสหลุดรอดการคัดกรอง เช่น เกิดผลลบปลอม (ติดเชื้อแต่ตรวจได้ผลลบ)

ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงไม่ต้องเถึยงกันต่อไปว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นการรนหาที่โดยแท้

3. เปลี่ยนภูมิศาสตร์การระบาดของไทย จาก “ปลอดโรค” ไปเป็น “ดงโรค” ในระยะยาว

การแลกเปลี่ยนคนระหว่างกันภายใต้ข้อตกลงเรื่องสถานะการระบาดพอๆ กันนั้น หากทุกคู่ประเทศตกลงกันเช่นนั้น เป็นการยอมรับกลายๆ ว่า พอใจกับสถานะการระบาดเช่นนั้น หากไม่มีอะไรพลิกผัน ไม่มีสายพันธุ์ใหม่เข้าออก ก็หวังว่าจะมีอัตราการติดเชื้อแบบนั้นไปเรื่อยๆ

แต่หากคู่สัญญา เริ่มต้นด้วยสถานะการระบาดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ไทยไม่มีเคส แต่ประเทศอื่นมีเคส นั่นแปลว่า ไม่ช้าก็เร็ว อาจเกิดเคสหลุดเข้ามาจนทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ที่ไม่มีเคสได้ และหากเกิดบ่อยซ้ำซาก คุมกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ก็ย่อมแปรเปลี่ยนจาก”พื้นที่ปลอดโรค”ไปเป็น”ดงโรค”ในระยะยาว

เพราะขณะนี้แม้ทุกประเทศทั่วโลกจะตั้งความหวังไว้กับการคิดค้นยาและวัคซีน แต่ล้วนยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ไม่สามารถการันตีได้เลยว่า จะได้มาจริงหรือไม่ เร็วช้าเพียงใด และจะมีประสิทธิผลต่อไวรัสทุกสายพันธุ์จริงหรือเปล่า

ที่กล่าวมานั้นคือข้อสังเกต ที่ผู้นำประเทศ หน่วยงานความมั่นคง และทุกคนในประเทศไทยควรช่วยกันนำไปขบคิด ไตร่ตรอง อย่างรอบคอบ

การตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียว…อาจเปลี่ยนอนาคตของประเทศ

เราสู้กันมาตั้งแต่มีนาคม เรากดโรคระบาดลงมาได้ และยังไม่เพลี่ยงพล้ำต่อมัน เพราะวิธีการดำเนินการของประเทศไทยนั้นมีอัตลักษณ์ของตนเอง ภายใต้การอดทน อดออม อดกลั้น และพอเพียง

ครั้งนี้จะใช้กิเลสนำนโยบาย เพื่อหาเงินเข้าประเทศผ่านการท่องเที่ยวและนำเข้าผู้ป่วยต่างชาติมารักษาในประเทศ…แลกกับความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนหรือไม่?

พรุ่งนี้ก็คงต้องวัดใจกัน…

เอาใจช่วยทุกคนครับ…

ประเทศไทยต้องทำได้…

#ใส่หน้ากากเสมอล้างมือบ่อยๆอยู่ห่างจากคนอื่น1เมตร

#พูดน้อยลงพบปะคนน้อยลงสั้นลง

#เลี่ยงที่อโคจรและหมั่นสังเกตอาการตนเองและครอบครัว”

 

เรื่องที่น่าสนใจ

“เจ้ากระทรวง กับ หมอ” มองคนละมุม!! ปมคลายล็อก “ทราเวล บับเบิล”

ช็อก! ปลัด อบต.อุบลฯ ช่วยตัวเองโชว์ในสถานที่ราชการ