Blue Carbon ศักยภาพของ ‘ป่าชายเลนและหญ้าทะเล’ ที่ดูดซับคาร์บอนดีกว่าป่าไม้ 5-10 เท่า

Blue Carbon ศักยภาพของ ‘ป่าชายเลนและหญ้าทะเล’ ที่ดูดซับคาร์บอนดีกว่าป่าไม้ 5-10 เท่า

Blue Carbon พลังธรรมชาติที่ช่วยลดโลกร้อน มากกว่าที่หลายคนคิด

เมื่อพูดถึงการลดโลกร้อน หลายคนมักนึกถึงการปลูกป่า แต่รู้หรือไม่ว่า “ป่าชายเลน” และ “หญ้าทะเล” สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าไม้บนบกหลายเท่า จนกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero

ระบบนิเวศ Blue Carbon Ecosystem (BCE) ได้แก่ ป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง ซึ่งมีความสามารถในการดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ทั้งในมวลชีวภาพและชั้นตะกอนใต้ดินเป็นเวลานานนับพันปี หากระบบนิเวศยังคงความสมบูรณ์ คาร์บอนที่สะสมอยู่ก็จะไม่ถูกปลดปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศ แตกต่างจากป่าไม้บนบกที่อาจปล่อยคาร์บอนคืนสู่ธรรมชาติเมื่อพืชตายหรือพื้นที่ป่าถูกทำลายผลการศึกษาระบุว่า ระบบนิเวศ

ชายฝั่งเหล่านี้ มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้สูงกว่าป่าไม้ทั่วไปประมาณ 5–10 เท่า เนื่องจากสามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในชั้นตะกอนใต้ดินได้ถึง
50–90% จึงได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งใน Nature-based Solutions หรือแนวทางใช้ธรรมชาติเป็นฐานในการแก้ไขปัญหา ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ระบบนิเวศชายฝั่ง ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่าน Blue Carbon Credits หรือคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง ซึ่งภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offset) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ขณะเดียวกัน คาร์บอนเครดิตประเภทนี้ยังมีแนวโน้มได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นในตลาดโลก ส่งผลให้มูลค่ามีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของระบบนิเวศชายฝั่งต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกแล้ว ระบบนิเวศชายฝั่งยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำสามารถทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันตามธรรมชาติ ช่วยลดความรุนแรงของคลื่นลม พายุ และการกัดเซาะชายฝั่ง ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาคุณภาพน้ำและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลากหลายชนิด ส่งผลให้ระบบนิเวศมีความสมดุลและสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของธรรมชาติในการช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนควบคู่กับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูพื้นที่เหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป

ภาคธุรกิจกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ปัจจุบันหลายองค์กรนำการอนุรักษ์ระบบนิเวศมาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้าน ESG เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบสนองต่อความคาดหวังของนักลงทุน คู่ค้า และผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น การสนับสนุนโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนหรือพื้นที่ชุ่มน้ำยังช่วยให้องค์กรมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ และสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชนในพื้นที่ควบคู่กันไป

การพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีหรือการลดการใช้พลังงานเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ธรรมชาติสามารถทำหน้าที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนา คาร์บอนเครดิตจากระบบนิเวศชายฝั่ง เนื่องจากมีพื้นที่ป่าชายเลนและหญ้าทะเลจำนวนมาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงได้เดินหน้าโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อพัฒนาคาร์บอนเครดิตใน 23 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 300,000 ไร่ โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ไม่น้อยกว่า 28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตลอดอายุโครงการ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ที่สำคัญ การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งยังสร้าง Co-benefits หรือประโยชน์ร่วมในหลายมิติ ทั้งการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่ง ซึ่งมีการประเมินว่าสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เฉลี่ยกว่า 480,000 ล้านบาทต่อปี   

 

การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถใช้ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมต่อยอดสู่การเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

 

ที่มา :sdthailand

 

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

Developed by sarunyacrop