โฆษก ศบค. เผย เตรียมวางโมเดลธุรกิจใหม่ ชาวต่างชาติเข้าเมืองไทย กักตัว 14 วันในโรงแรมหรู รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง รัฐเลิกอุ้ม ส่งเสริมผู้ประกอบการที่พัก-โรงพยาบาลเอกชน
วันที่ 21 พ.ค.63 ณ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวัน และมาตรการในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
โดยตอนหนึ่ง นายแพทย์ทวีศิลป์ ได้กล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจ ระบุว่า ศบค.ได้ทำการทดลองระบบมาตรการควบคุมโรครูปแบบใหม่ เรียกว่า Alternative State Quarantine
สืบเนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ชาวต่างชาติบางส่วนเดินทางเข้าประเทศไทยได้ โดยมีใบอนุญาตทำงาน Work Permit ซึ่งชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าวนี้จะเป็นเจ้าของธุรกิจ/กิจการที่อยู่ในประเทศไทย และเมื่อเข้ามาก็ต้องเข้าสู่มาตรการควบคุมโรคตามมาตรฐานของประเทศไทยเช่นกัน
สำหรับชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าวเป็นผู้ที่มีกำลังซื้อสูง และสามารถจ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในการเข้าสู่มาตรการควบคุมโรคซึ่งจะต้องอยู่ในสถานที่กักกันของรัฐเป็นเวลา 14 วัน รัฐบาลจึงได้มีการประสานงานผู้ประกอบการโรงแรม และ โรงพยาบาลเอกชน ที่ให้บริการด้านการอำนวยความสะดวกและด้านสาธารณสุข อาทิ สถานที่พัก, อาหาร, สิ่งอำนวยความสะดวก, แพทย์–พยาบาล
โดยชาวต่างชาติดังกล่าวจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และมีหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงผู้ควบคุมดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และเป็นผู้รับรอง–ตรวจสอบ เมื่อครบระยะเวลากักตัว 14 วัน
ที่ผ่านมามีผู้สนใจและแสดงเจตจำนงต้องการใช้บริการรูปแบบมาตรการควบคุมโรครูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Alternative State Quarantine เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้รัฐบาลมีแนวคิดต่อยอดเมื่อ สิ้นสุด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วจะมีการพัฒนาให้รูปแบบมาตรการควบคุมโรคแบบนี้เป็นมาตรการหลัก
ซึ่งในโอกาสนี้จึงต้องถือเป็นการแจ้งล่วงหน้าสำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย, ผู้ประกอบการโรงแรม, โรงพยาบาลเอกชน ที่สนใจเข้าร่วมโมเดลธุรกิจ Alternative State Quarantine ให้แจ้งมายังรัฐบาล
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า มาตรการผ่อนปรนในระยะต่างๆทั้งรูปแบบ กิจการ/กิจกรรม จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่ม ในขณะที่ เชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศอาจจะยังมีอยู่ยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ซึ่งมาตรการควบคุมโรคในส่วนของการกักกัน 14 วัน ยังคงต้องมีอยู่
“มีคนนิยมแบบนี้จำนวนมาก และไอเดียนี้จะพัฒนาต่อไป ถ้าหมดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยังมีคนเดินทางเข้ามาแล้วตัวโรคในต่างประเทศยังพุ่งขึ้นไป ถึงวันนี้ภาครัฐอย่างเดียวจะอุ้มค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศต้องไปอยู่ในที่กักกันของรัฐ 14 วัน เหมือนที่ผ่านมาอาจจะไม่เกิดภาพดังกล่าวแล้ว” นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าว
โฆษก ศบค.ระบุด้วยว่า ผู้ปะกอบการรายใดมีนวัตกรรมและโซลูชันที่จะทำให้ผู้ที่เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยเข้ามาใช้บริการและให้ท่านดูแลเพื่อไม่เกิดการทำให้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้ก็ถือว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี เนื่องจาก นักท่องเที่ยว ที่สนใจเดินทางมาในประเทศไทย บางรายมีความต้องการเพียงแค่อยู่ในที่พักของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยก็มีความสุขแล้ว แถมสถานที่ของผู้ประกอบการเหล่านั้นก็จะได้มีรายได้อีกด้วย
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
ศบค.ย้ำข่าวดีวัคซีนโควิด-19 ไทยลุ้นใช้ปีหน้า
ราชกิจจาฯ ประกาศ “ถอดถอนศิลปินแห่งชาติได้” หากทำตัวเสื่อมเสีย
