โฆษก ศบค. ยันคลินิกเสริมความงามต้องปิดบริการต่อ เหตุความจำเป็นน้อย เสี่ยงติดเชื้อโควิด19 สูง พร้อมขอประชาชนให้ความสำคัญกับการเว้นระยะห่างทางสังคม แม้ผ่อนคลายหลายมาตรการแล้ว
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ศบค. เปิดเผยถึงกรณีที่ภาครัฐมีมาตรการผ่อนปรนให้เปิดสถานประกอบการได้บางประเภท และมีประชาชนสอบถามถึงการเปิดคลีนิคเสริมความงามได้หรือไม่นั้น ยืนยันว่า ยังต้องขอความร่วมมือให้ปิดบริการเป็นการชั่วคราวไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ที่มีคำสั่งปิดสถานที่ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่โรค โดยสถาบันเสริมความงาม นับเป็นกลุ่มเดียวกันกับโรงมหรศพ สถานบริการ สถาบบันเทิง สวนสนุก สวนน้ำ ฯลฯ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ประชาชนต้องใช้เวลาในการทำกิจกรรมในที่ดังกล่าวเป็นเวลานาน และเป็นเหตุจำเป็นในการใช้บริการค่อนข้างน้อย จึงทำให้ต้องปิดบริการไปก่อน
ส่วนกรณีพบเห็นประชาชนจำนวนมากไปรอซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เห็นภาพของการรวมกลุ่มอย่างแออัด รวมถึงยังเห็นภาพข่าวพบประชาชนรวมกลุ่มเพื่อรอรับสิ่งของบริจาคนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ภาครัฐมีความเป็นห่วงอย่างมาก และอยากให้ประชาชนทุกคนยังคงร่วมมือปฎิบัติตนตามการควบคุมและป้องกันโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตัวเลขพบผู้ป่วยติดเชื้อจะลดลงก็ตาม รวมถึงมีมาตรการผ่อนปรนในประเภทออกมาบ้างแล้ว เพราะการปรับพฤติกรรมของประชาชนให้ความร่วมมือ 100 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลดีและความปลอดภัยให้กับตนเอง
อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีประชาชนกังวลว่า หากในอนาคตพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 กลับมาเพิ่มขึ้นอีกภาครัฐจะมีแนวทางรับมืออย่างไรนั้น ต้องนำข้อมูลจากทั้งสองด้านมาประกอบการพิจารณา คือ ข้อมูลสถิติจากการรวบรวมของ ศบค. และข้อมูลจากการตรวจหาผู้ติดเชื้อของห้องปฎิบัติการต่างๆ ว่าเมื่อมีมาตรการผ่อนปรนจากภาครัฐออกมา แต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังลดลง ก็สามารถขยับมาตรการผ่อนปรนได้ต่อ แต่หากมีการผ่อนปรนแล้วยอดผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีก จำเป็นต้องทบทวนมาตรการต่อไป ซึ่งอาจกลับไปยังจุดเริ่มต้นเดิมคือ การบังคับและมีข้อจำกัดต่างๆ ออกมา เพื่อเป็นการป้องกันให้ประชาชนไม่เป็นผู้ป่วยหรือเกิดอัตราการเสียชีวิต ดังนั้น การจะทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วและประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้ปกติ เป็นความร่วมมือของประชาชนทุกคน
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
