“เอกชน” คาดตกงาน 10 ล้านคน วอนรัฐช่วย 12 ข้อ หากโควิด-19 ยืดเยื้อ 3 ด.

“เอกชน” คาดตกงาน 10 ล้านคน วอนรัฐช่วย 12 ข้อ หากโควิด-19 ยืดเยื้อ 3 ด.


เอกชนหารือสภาพัฒน์เรียกร้อง 12 ข้อให้รัฐบาลช่วยเหลือ คาดตกงาน 10 ล้านคน ถ้าโควิด-19 ยังยืดเยื้ออีก 3 เดือน วอนรัฐช่วยค่าจ้าง 50% พร้อมชงให้เปิดห้าง-ร้านเสริมสวย ด้านภาคธุรกิจตั้ง 5 คณะทำงาน ก่อนเสนอ ครม.

นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชน ในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งที่1 /2563 ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโควิด -19 จึงได้ตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนภาคเอกชนต่างๆ ทำหน้าที่ให้คํปรึกษา ข้อเสนอแนะ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาของภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้เป็นไปด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ
โดยที่ประชุมได้หารือเสนอข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนที่สำคัญ ดังนี้
1.) ปรับลดค่าไฟฟ้า 5% ทั่วประเทศ และลดค่า ft ตามราคาน้ำมัน
2.) เอกชนสามารถนำค่าใช้จ่ายสำหรับป้องกันโควิด-19 มาหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า และ
3.) ขอให้รัฐออกคำสั่งปิดกิจการโรงแรมเพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินช่วยเหลือจากประกันสังคม
4.) ขอให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ปีภาษี 2562-2563 กรณี SMEs เหลือไม่เกิน 10% และกรณีผู้ประกอบการอื่น เหลือไม่เกิน 20%
5.) รัฐจัดสรรงบประมาณในการจ้างงานและซื้อสินค้าจากผู้ผลิตภายในประเทศ
6.) ผ่อนปรนการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ

7.) อนุญาตให้จ้างงานเป็นรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 40-41 บาท ในระยะเวลา 4-8 ชั่วโมงต่อวัน
8.) ลดเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้างจาก 4% เหลือ 1%
9.) ช่วยเหลือแรงงานที่เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท โดยรัฐจ่าย 50% บริษัทจ่าย 25% ของค่าจ้าง

10.) บริษัทนำค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานในช่วงโควิด-19 มาหักภาษี 3 เท่า
11.) การผ่อนปรนมาตรการเคอร์ฟิวสำหรับผู้ประกอบการขนส่งสินค้าในเวลากลางคืน
12.) การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองให้มีมาตรฐานเดียวกัน

โดยภาคเอกชนได้เสนอถึงปัญหา อุปสรรค และความชัดเจนของมาตรการ เช่น การเข้าถึงวงเงินสินเชื่อผ่อนปรนที่มีเงื่อนไขค่อนข้างรัดกุม ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงได้, การกำหนดหลักเกณฑ์การค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงให้กับสถาบันการเงิน การช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถจ้างแรงงานโดยใช้ประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม และการกำหนดมาตรการช่วยเหลือ SMEs ที่ครอบคลุมทั้งระยะเร่งด่วน และระยะฟื้นฟู รวมถึงการปรับโครงสร้างภาคเกษตรไปสู่การทำเกษตรที่มั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ได้ขอให้คณะที่ปรึกษาฯ จัดทำและรวบรวมประเด็นข้อเสนอแนะเฉพาะด้าน เพื่อสรุปรายละเอียดให้ที่ประชุมคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนฯ ได้พิจารณาในวันจันทร์หน้า (20 เม.ย.) อีกครั้ง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด

โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มดังนี้
1.) กลุ่มมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) มอบหมายให้ประธานสมาคมธนาคารไทยทำหน้าที่ดูแลในส่วนนี้
2.) กลุ่มมาตรการเพื่อการกลับมาเปิดธุรกิจใหม่ มอบหมายให้ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแล
3.) กลุ่มมาตรการเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มอบหมายให้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแล
4.) กลุ่มมาตรการเพื่อภาคเกษตร มอบหมายให้ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติดูแล
5.) กลุ่มมาตรการเพื่อการแก้ไขปัญหาด้วยดิจิทัล (Digital Solution) มอบหมายให้ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแล

“เราจะแยกการทำงานเป็น 5 กลุ่ม จะพยายามทำข้อสรุปให้เป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด เพื่อเสนอ ครม. โดยกำหนดว่าจันทร์หน้า (20 เม.ย.) จะนำข้อสรุปเบื้องต้นมาดู ตรงไหนทำได้ ตรงไหนติดขัด ต้องคุยกับหน่วยงานไหน จะพยายามทำให้เร็วที่สุด แล้วนำข้อเสนอทั้งหมดที่เป็นรูปธรรมนี้เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป” นายทศพร กล่าวในท้ายสุด

 

ข่าวที่น่าสนใจ