รองเท้าผ้าใบหนึ่งคู่ อาจดูเป็นเพียงไอเทมแฟชั่นสำหรับใส่ในชีวิตประจำวัน แต่เบื้องหลังรองเท้าแต่ละคู่กลับเกี่ยวข้องกับทั้งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และทรัพยากรจำนวนมาก จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เราจำเป็นต้องซื้อรองเท้าใหม่อยู่เสมอหรือไม่ และรองเท้าที่เราเลือกสามารถสร้างผลกระทบต่อโลกให้น้อยลงได้อย่างไร
คำถามเหล่านี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของ Maddy Hopper แบรนด์รองเท้าผ้าใบไทยที่เลือกนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่วัสดุไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ โดยมีแนวคิดสำคัญคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ “ดีต่อคน” และ “ดีต่อโลก” ไปพร้อมกัน
เมื่อขวดพลาสติกกลายเป็นรองเท้าคู่ใหม่
หนึ่งในจุดเด่นของ Maddy Hopper คือรองเท้ารุ่นแรกอย่าง Polly ซึ่งเลือกใช้วัสดุจากขวดพลาสติกรีไซเคิล หรือ rPET (Recycled Polyethylene Terephthalate) มาผลิตเป็นผ้าใบและเชือกรองเท้า ขณะที่ฐานรองเท้าใช้เศษยางพารารีไซเคิล ซึ่งเป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ยางพาราบางประเภท
แนวคิดนี้สะท้อนหลักของ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่พยายามทำให้ทรัพยากรสามารถกลับเข้าสู่ระบบการผลิตและสร้างมูลค่าได้อีกครั้ง แทนที่จะถูกใช้เพียงครั้งเดียวแล้วกลายเป็นของเสีย
สิ่งที่น่าสนใจคือ Maddy Hopper ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้า แต่ผู้ก่อตั้งทั้ง 4 คนเริ่มต้นจากความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ก่อนใช้เวลาศึกษาวัสดุและทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นเวลาประมาณหนึ่งปี จนได้รองเท้ารุ่นแรกออกมา
นี่จึงเป็นตัวอย่างว่า ความยั่งยืนสามารถกลายเป็นโจทย์ในการสร้างธุรกิจและนวัตกรรมได้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคมที่ทำเพิ่มเติมหลังจากธุรกิจเติบโตแล้ว
ลดการซื้อใหม่ ด้วยการออกแบบให้ใส่ซ้ำได้บ่อย
อีกแนวคิดที่น่าสนใจของ Maddy Hopper คือไม่ได้มองความยั่งยืนเพียงเรื่อง “วัสดุที่ใช้ผลิต” แต่ยังมองไปถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย
แบรนด์ออกแบบรองเท้าให้มีดีไซน์เรียบง่าย สามารถจับคู่กับเสื้อผ้าได้หลากหลายโอกาส เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถหยิบมาใช้งานได้บ่อย โดยเป้าหมายหนึ่งคือช่วยลดการซื้อรองเท้าใหม่มากเกินความจำเป็น
แนวคิดนี้ทำให้คำว่า Sustainable Product Design มีความหมายมากกว่าการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล เพราะสินค้าที่มีความยั่งยืนควรถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงและมีโอกาสถูกใช้อย่างคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน
พูดง่าย ๆ คือ รองเท้ารักษ์โลกไม่ได้มีความหมายเพียงว่า “ผลิตจากวัสดุรักษ์โลก” แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ผู้บริโภคจะใช้รองเท้าคู่นั้นได้นานแค่ไหน และซื้อคู่ใหม่เพราะจำเป็นจริงหรือไม่
ตั้งแต่รองเท้าถึงบรรจุภัณฑ์ ทุกขั้นตอนต้องคิดถึงโลก
ความน่าสนใจของ Maddy Hopper ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวรองเท้า เพราะแนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมยังถูกนำไปใช้กับบรรจุภัณฑ์ด้วย
รองเท้าถูกบรรจุในถุงรองเท้าแทนกล่องแบบทั่วไป โดยเลือกใช้กระดาษคราฟต์รีไซเคิลที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ขณะที่การสั่งซื้อออนไลน์ใช้ซองไปรษณีย์ที่ผลิตจากข้าวโพดและมันสำปะหลัง และสามารถย่อยสลายได้
แนวทางนี้สะท้อนแนวคิด Life Cycle Thinking หรือการมองผลกระทบของผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต เพราะหากธุรกิจเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเฉพาะตัวสินค้า แต่กลับสร้างขยะจำนวนมากในขั้นตอนบรรจุและจัดส่ง ความพยายามด้านความยั่งยืนก็อาจไม่ครอบคลุมทั้งระบบ
Maddy Hopper จึงพยายามนำแนวคิดดังกล่าวมาพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายทาง
ไม่ได้ขายแค่รองเท้า แต่กำลังสื่อสารเรื่องความยั่งยืน
สิ่งที่น่าสนใจในมุมธุรกิจคือ Maddy Hopper ไม่ได้พยายามบอกให้ทุกคนต้องเป็นคนรักษ์โลกก่อนจึงจะซื้อรองเท้า แต่เลือกสื่อสารคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้เข้าใจง่าย เช่น การบอกว่าผ้าของรองเท้าผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและอยากรู้ต่อว่าเบื้องหลังผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร
กลยุทธ์ดังกล่าวน่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการสื่อสารเรื่อง ESG กับคนรุ่นใหม่ เพราะแทนที่จะเริ่มต้นด้วยศัพท์เฉพาะทางหรือข้อมูลที่ซับซ้อน ธุรกิจสามารถเริ่มจาก “สิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง” แล้วค่อยพาไปทำความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนที่อยู่เบื้องหลัง
Maddy Hopper ยังวางกลุ่มเป้าหมายไว้ทั้งคนที่สนใจสิ่งแวดล้อม และคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบดีไซน์ของรองเท้า แม้คนกลุ่มหลังอาจไม่ได้สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก่อน แต่แบรนด์มองว่าการได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์อาจช่วยให้พวกเขาค่อย ๆ เข้าใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น
ความยั่งยืนต้องวัดผลได้ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา
อีกประเด็นที่น่าสนใจจากแนวคิดของ Maddy Hopper คือความพยายามที่จะพัฒนาเรื่องการวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม โดยในบทสัมภาษณ์แบรนด์กล่าวถึงแผนการวัดคาร์บอนฟุตพรินต์ของโรงงานและซัพพลายเออร์ เพื่อให้มีตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนมากขึ้น
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับ ESG โดยตรง เพราะการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสื่อสารว่า “เราเป็นธุรกิจสีเขียว” เท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีข้อมูลและตัวชี้วัดที่ช่วยตอบได้ว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลงจริงหรือไม่
นี่คือจุดที่ธุรกิจขนาดเล็กสามารถนำไปต่อยอดได้เช่นกัน ตั้งแต่การรู้แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การติดตามการใช้พลังงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงการประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์ของกระบวนการผลิต
เมื่อธุรกิจยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเดินเพียงลำพัง
Maddy Hopper ยังมีมุมมองที่น่าสนใจว่า หากมีแบรนด์อื่นหันมาทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนมากขึ้น แม้จะกลายเป็นคู่แข่ง แต่ก็อาจเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะการเปลี่ยนแปลงจากแบรนด์เดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้าง
แนวคิดนี้สะท้อนว่า Sustainable Business ไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันว่าใคร “เขียวกว่า” แต่สามารถเป็นการยกระดับทั้งอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน
หากผู้ผลิตรองเท้าหลายรายเริ่มหันมาใช้วัสดุรีไซเคิล ลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น พัฒนาสินค้าให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น และวัดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีโอกาสสร้างผลกระทบมากกว่าการเปลี่ยนแปลงจากแบรนด์เพียงรายเดียว
จากรองเท้าหนึ่งคู่ สู่คำถามว่าเรา “ซื้อ” อย่างไร
เรื่องราวของ Maddy Hopper จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องรองเท้าจากขวดพลาสติก แต่กำลังชวนให้เราตั้งคำถามกับพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันว่า เราจำเป็นต้องมีของใหม่มากแค่ไหน และของที่เราซื้อสามารถใช้งานได้นานเพียงใด
ในมุม ESG นี่คือการเชื่อมโยงระหว่าง Environment กับพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างชัดเจน ตั้งแต่การลดการใช้ทรัพยากรใหม่ การนำวัสดุกลับมาใช้ การลดขยะบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการออกแบบสินค้าให้ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า
ท้ายที่สุดแล้ว ความยั่งยืนอาจไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากรองเท้าหนึ่งคู่ที่ตั้งคำถามกับเราว่า
“ก่อนจะซื้อคู่ใหม่ เราได้ใส่คู่เดิมคุ้มแล้วหรือยัง?”
และบางที การเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกอาจไม่ได้หมายถึงการซื้อสินค้าที่ “เขียว” มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจหมายถึง การซื้อให้น้อยลง ใช้ให้นานขึ้น และเลือกสิ่งที่ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงโลกตั้งแต่ต้นทาง
ที่มา : themissionth
เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : เกมเพื่อสิ่งแวดล้อม เมื่อ Gaming ไม่ได้มีไว้แค่ความสนุก แต่ช่วยเปลี่ยนโลก – ESG Universe

