วิษณุ ชี้ชัด เสียบบัตรแทน ทำให้เสียหาย มีความผิดและมีโทษ

วิษณุ ชี้ชัด เสียบบัตรแทน ทำให้เสียหาย มีความผิดและมีโทษ


“วิษณุ” ยอมรับ เสียบบัตรแทนกัน เป็นการกระทำที่เสียหายร้ายแรง มีความผิดและมีโทษ แต่ จะส่งผลถึงร่าง พรบ.งบฯอย่างไร ต้องให้ศาล รธน.วินิจฉัย และหาทางออกว่าต้องดำเนินการอย่างไร ต่างกับ ปี 56-57 ที่เป็นเรื่อง ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ และ เรื่องให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย ออกมาชี้ถึงการเสียบบัตรแทนกันในการโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี2563 เป็นการทำให้กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ ร่างกฎหมายไม่ชอบโดยไม่จำเป็นต้อง ตีความเนื้อหาว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ว่า ก็ไม่เป็นไร และไม่ว่าอะไรก็ถูก แต่อยากชี้แจงถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าตนได้ให้ข่าวว่าการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกันเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นไร ขอยืนยันว่าไม่เคยพูดแบบนี้ แต่บอกว่าให้แยกเป็น 2 เรื่อง คือ การเสียบบัตร และผลกระทบต่อร่าง พ.ร.บ.งบฯ

นายวิษณุกล่าวย้ำว่า กรณีการเสียบบัตร ไม่ว่าเสียบแทนกัน หรือไม่แทนกันนั้น เป็นการกระทำที่เสียหายร้ายแรง และมีความผิด มีโทษด้วย แต่ที่ผมบอกว่าจะไม่เกิดผลกระทบน่ากลัวรุนแรง ที่ผมใช้คำว่าไม่ถึงขั้นวิบัตินั้น เป็นเรื่องของผลร่าง พรบ.งบประมาณฯ ซึ่งเมื่อกระบวนการไม่ถูก การจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมีสองอย่าง คือ 1. เนื้อหา และ 2. กระบวนการ ซึ่งในกรณีนี้เป็นเรื่องกระบวนการ เพราะฉะนั้นการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงดีที่สุดว่ากระบวนการอย่างนี้ชอบหรือมิชอบ ถ้าไม่ชอบแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร นั้นคือผลจะเป็นอย่างไร ส่วนคำว่าไม่ชอบก็จะค้างอยู่เท่านั้นว่าจะเกิดอะไร

ส่วนกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2556 และ 2557 ข้อเท็จจริงในตอนนั้นมีอย่างหนึ่ง แต่ในครั้งนี้เรายังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ และตนก็ไม่ได้บอกว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละอย่างกัน มีสื่อบางฉบับไปบอกว่าเป็นคนละเรื่องนั้นไม่ใช่ เพราะตนไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นการเสียบแทนหรือไม่ เสียบกี่ใบ แต่วันนี้ดูท่าจะออกมาแล้วว่า ต้องมีคนเอาบัตรไปกดเสียบ ไม่อย่างนั้นบัตรจะเด้งออกมา เพื่อแสดงว่าโหวตเห็นชอบได้อย่างไร ซึ่งประเด็นนั้นก็ต้องตรวจสอบกันไป แต่ยืนยันว่าประเด็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกันมีความผิด มีโทษร้ายแรง เกิดความเสียหายทั้งต่อภาพพจน์และสภาฯ ด้วย แต่ผลกระทบต่อร่าง พรบ. งบประมาณฯ นั้น ไม่น่าจะร้ายแรงแต่อย่างใด ซึ่งผลอาจจะออกมาได้ 2 ถึง 3 ทางด้วยกัน แต่ตนจะยังไม่พูดชี้นำว่ามีทางไหน

“ในกรณีที่ระบุกันว่ากระบวนการมิชอบจะทำให้กฎหมายมิชอบไปด้วยนั้น ซึ่งเมื่อปี 2556 เป็นเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนปี 2557 เป็นเรื่องของให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เมื่อเป็นกระบวนการมิชอบก็เท่ากับไม่มีมติ เท่ากับอันนั้นก็จบไป ส่วน พรบ.งบประมาณฯ เป็นกฎหมายที่แปลกว่ากฎหมายอื่น จึงได้เกิดมาตรา 143 เกิดขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษต่างหาก จึงยังไม่รู้ชัดว่าจะนำมาตรา 143 มาใช้ได้อย่างไร ซึ่งก็ได้เห็นคำร้องของส.ส. ที่ยื่นผ่านประธานสภาฯ ถึงศาลรัฐธรรมนูญ โยงถึงมาตรา 143 ด้วยก็ดี เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยในส่วนนี้ไปด้วย”นายวิษณุกล่าว

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

เพื่อไทย สวน ‘วิษณุ’ ปมเสียบบัตรแทน ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน