“สมชาย”เตือนสติฝ่ายค้าน “หยุดอภิปรายปมถวายสัตย์ฯ” ย้ำศาลตัดสินแล้ว

“สมชาย”เตือนสติฝ่ายค้าน “หยุดอภิปรายปมถวายสัตย์ฯ” ย้ำศาลตัดสินแล้ว


“สมชาย แสวงการ” โพสต์เฟซบุ๊กเตือนฝ่ายค้านยุติอภิปรายปม “บิ๊กตู่” ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วน แม้บรรจุวาระ 18 ก.ย. ชี้ศาลรธน.ตัดสินแล้ว ย้ำเตือนด้วยความหวังดี หวั่นหลายคนดื้อดึงจะหมดอนาคตทางการเมือง

วันที่ 12 กันยายน 2562 – นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติไม่รับคำร้องเพื่อวินิจฉัยปมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ซึ่งนายสมชายยังระบุด้วยอีกว่า ฝ่ายค้านไม่ควรจะหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาอภิปรายอีกต่อไป แม้ว่าจะมีวาระอภิปรายในวันที่ 18 กันยายนนี้ก็ตาม โดยข้อความทั้งหมด เผยแพร่ว่า

“ขอเตือนสติฝ่ายค้านโปรดอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการไม่รับร้องอย่างเป็นเอกฉันท์ #ให้อ่านซ้ำอย่างละเอียดถี่ถ้วน และโปรดใคร่ครวญใช้ดุลยพินิจในการอภิปรายที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง อย่าให้ละเมิดอำนาจศาลและอย่าล่วงเกินด้วยครับ มิเช่นนั้นผู้อภิปรายที่เลยเถิดอาจต้องรับความเสี่ยงในคดีที่อาจเกิดขึ้นทั้งในศาลรัฐธรรมนูญและศาลยุติธรรม

ไม่ได้ขู่ฝ่ายค้านและไม่ได้ปกป้องรัฐบาล แต่เตือนสติกันในฐานะสมาชิกร่วมสภาด้วยความหวังดี โดยเฉพาะบางท่านที่กำลังมีอนาคตใหม่ทางการเมือง อาจหมดอนาคตครับ

ขณะที่อีกข้อความที่ต่อเนื่องกัน นายสมชาย เขียนไว้ว่า

“รัฐสภาต้องยุติอภิปรายปมถวายสัตย์

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร รวมถึงรัฐสภาและ คณะรัฐมนตรีด้วย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 211 วรรคท้ายบัญญัติว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ”

ดังนั้น กรณีเรื่องญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 โดยไม่มีการลงมติ ของ สส. ฝ่ายค้าน กรณีเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี ก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้บรรจุเป็นวาระการประชุมเพื่อเปิดอภิปราย ในวันที่ 18 กันยายน 2562 นั้น จึงมีปัญหาว่าสภาผู้แทนราษฎร ยังจะดำเนินการประชุมและเปิดให้มีการอภิปรายต่อไปอีกได้หรือไม่

หากพิจารณาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 ดังกล่าวแล้ว สภาผู้แทนราษฎร ย่อมมิอาจดำเนินการอภิปรายต่อไปได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า “การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง(Political Issue) ของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหาร ในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (Act of Goverment) ประกอบกับเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดินและต่อมาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 เวลา 09.00น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรี ได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย โดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 5 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล

@“การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

“ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ”

ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น “สภาผู้แทนราษฎร ย่อมไม่มีอำนาจตรวจสอบการถวายสัตย์โดยการเปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญอีกต่อไปครับ”

 


ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง
มติเอกฉันท์ ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง ปมนายกฯ ถวายสัตย์ไม่ครบ