มติเอกฉันฑ์ พรรคร่วมฝ่ายค้าน จ่อเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ขอทุกฝ่ายร่วมแก้เพื่อประเทศ
นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในสัปดาห์นี้ เป็นมติที่ประชุมทั้ง7พรรคร่วม และมีการหารือกับวิปฝ่ายรัฐบาล ว่าจะมีการยื่นเช่นกัน เราจึงได้ทำการยื่นเสนอญัตตินี้
นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคด้านนโยบายและเเผนงาน พรรคเพื่อไทย กล่าว่า เราเตรียมจะเสนอให้มีสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับและเราเห็นถึงความตั้งใจในการพร้อมจะแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาล จึงเสนอให้มีการศึกษาหลักเกณฑ์ว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ยังบอกว่าหลักเกณฑ์บางอย่างทำให้แก้ยาก แต่ถ้ามีการศึกษาหลักเกณฑ์น่าจะมีช่องทางในการแก้ไขได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้แก้ไขในเนื้อหาประเด็นอื่นๆที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี อเพราะในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา ทุกพรรคการเมืองก็ต้องมีการปรับนโยบาย ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ จึงมามองกันว่าจะทำอย่างไรให้มีความยืดหยุ่น
ส่วน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามีความมั่นใจในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ หวังว่าจะได้รับการตอบรับจากสภาในครั้งนี้ และพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคชัดเจนว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องของส่วนร่วม และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย
สำหรับเนื้อหาในหนังสือของการยืนญัตติดังกล่าว มีข้อความระบุว่า
เรื่อง ญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
นับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีผลบังคับใช้ ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นประชาธิปไตย ความเหมาะสมของยุทธศาสตร์ชาติและความชอบด้วยหลักนิติธรรมของรัฐธรรมนูญจากประชาชนหลายพวกหลายฝ่าย ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติแต่ก็ยังมีข้อครหาว่าเป็นประชามติที่ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมเพราะปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น จับกุม คุมขังและดำเนินคดีกับอีกฝ่ายที่แสดงความคิดเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดได้แสดงให้เห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญได้ก่อปัญหาหลายประการ เช่น วิธีการเลือกตั้งและการนับคะแนนที่มีความสลับซับซ้อนทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ท้ายสุดได้มาซึ่งรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพและมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ทำให้ประชาชน นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นอันจะเป็นผลให้รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนได้ ยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจของโลกมีความชะลอตัวและผันผวนอันเนื่องมาจากสงครามการค้าและปัจจัยภายนอกจึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
นอกจากนี้ จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 เรื่อง รัฐธรรมนูญ 2560 จำเป็นต้องแก้ไขหรือไม่ ซึ่งทำการสำรวจโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน เพราะการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภาไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่มีความยุติธรรมและขัดกับความต้องการของประชาชนในการใช้สิทธิและเสรีภาพ ฯลฯ หากปล่อยระยะเวลาให้เนิ่นช้าออกไปมากเท่าไรก็จะยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้นตามกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดเงื่อนไขการแก้ไขเพิ่มเติมที่เป็นไปได้ยากหรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้บรรจุเรื่องการสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ข้อ 12 ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562
เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนและสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ข้าพเจ้าจึงขอเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ส่วนเหตุผลและความจำเป็นจะได้นำเสนอในสภาผู้แทนราษฏรและจะรายงานให้สภาทราบผลการศึกษาตามระยะเวลาที่สภาผู้แทนราษฏรกำหนดให้ต่อไป
