“สมคิด”ชี้แจงนายกฯจำเป็นต้องออกจากสภาไปเพื่อพบกับประธาน ICAO นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรียังชี้แจงว่าไทยเป็นประเทศพัฒนาจึงจำเป็นต้องลงทุนและจัดงบประมาณไม่สมดุล แต่ให้มั่นใจว่ามีฐานะการคลังที่เข้มแข็ง
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ถูกพาดพิงจากนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ที่บอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมอยู่ฟังการอภิปราย โดยชี้แจงว่านายกรัฐมนตรีได้นัดหมายไว้ล่วงหน้ากับประธานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)มาก่อนหน้านี้แล้ว
“2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยถูกปักธงแดงจาก ICAO กล่าวคือ การบินของไทยทั้งระบบขาดมาตรฐาน เขาจะไม่ให้บิน เราใช้เวลาอยู่หลายปี จนเขาปลดธงแดงให้เมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้นการที่เขาบินอุตส่าห์บินมาด้วยตัวเอง จึงจำเป็นต้องไปต้อนรับเพราะนัดหมายไว้แล้ว ผมเชื่อว่านายกฯ เห็นความสำคัญของสภาฯ แต่เนื่องจากเป็นการนัดหมายล่วงหน้าไว้แล้ว ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย” นายสมคิดกล่าว
นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงข้อห่วงใยของสมาชิกรัฐสภาในเรื่องการลงทุน และการกู้ยืมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา หากไม่มีการลงทุนใดๆ เลย แม้ประเทศจะเดินหน้าไปได้ แต่ก็จะเสียจังหวะและโอกาสในการพัฒนาประเทศได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ
ทั้งนี้มองว่า การทำงบประมาณแบบสมดุลไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป ที่ผ่านมา ไทยมีงบประมาณสมดุลเพียงครั้งเดียว คือ ปี 2548 ซึ่งครั้งนั้นเป็นเพราะไทยถูกบีบจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้กลับมาสู่งบสมดุล เนื่องจาก IMF มีความเป็นห่วงเรื่องการชำระหนี้คืน แต่เมื่อไทยปลดภาระในส่วนนั้นได้แล้ว อัตราการหารายได้ของไทยไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ การลงทุนจึงเป็นเรื่องจำเป็น
“รัฐบาลก็พยายามหาแหล่งต่างๆ ทั้งการกู้ยืม งบประมาณ การให้เอกชนร่วมลงทุน แต่ที่สำคัญคือ รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ออก พ.ร.บ.ร่วมกับสภาฯ ในกฎหมายวินัยการเงินการคลัง การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้จากบุคคลภายนอก ว่าเราดำเนินการทุกอย่างด้วยความรอบคอบ” นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดยังระบุต่อไปว่า ที่สำคัญมากไปกว่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบจากภายในประเทศ แต่เป็นการตรวจสอบจากต่างประเทศด้วย ทั้งธนาคารโลก ฟิทช์ เรตติ้ง สถาบันจัดอันดับมูดี้ส์ และ S&P ซึ่งได้ประเมินประเทศไทยในภาพรวมทั้งหมด และจากที่ประเทศไทยมีฐานะการคลังที่เข้มแข็ง ความสามารถในการชำระหนี้มีความแข็งแกร่ง ประกอบกับไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้ล่าสุดฟิทช์ เรตติ้ง และมูดี้ส์ ได้จัดอันดับประเทศไทยดีขึ้น.
นอกจากนี้นายสมคิด ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในขั้นตอนการประมูลโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ด้วยว่า ขั้นตอนในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลของกลุ่มบริษัทที่ไม่ผ่านคุณสมบัติจากคณะกรรมการคัดเลือกใกล้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ได้ในต้นเดือนหน้า ดังนั้นขอให้ฝ่ายค้านติดตามความคืบหน้าต่อไป
“ขอให้ติดตาม มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง หรือไม่โปร่งใส ขอให้ตรวจสอบได้ รัฐบาลยินดีอย่างยิ่ง นี่ไม่ใช่โครงการเดียวที่มีความขัดแย้ง เพราะเมื่อกลุ่มหนึ่งได้ แต่อีกกลุ่มไม่ได้ ก็จะไปร้องเรียน ฟ้องร้อง แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย” นายสมคิดระบุ
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
“เสรีพิศุทธ์” บอกเสียใจ บิ๊กตู่ ตัดพี่ตัดน้อง แต่ถ้าหากมาไหว้ก็จะคุยด้วย
