“ไทยศรีวิไลย์” ลงพื้นที่ มหาสารคราม ช่วยหาทางแก้ภัยแล้ง

“ไทยศรีวิไลย์” ลงพื้นที่ มหาสารคราม ช่วยหาทางแก้ภัยแล้ง


มงคลกิตติ์ ขน ทีมลงพื้นที่ มหาสารคราม สำรวจเพื่อหาทางช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง สรุป ปัญหา ทั้งฝนทิ้งช่วง การบริหารจัดการน้ำของเขื่อน คู คลองตื่นเขิน มีการทุจริตงบในการแก้ไขปัญหา ชี้ทางออก ต้องบริหารจัดการน้ำเขื่อนให้ดี ทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อใช้ยามแล้ง

 

 

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่แก้ไขปัญหาของประชาชนว่า ทีมงานพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ลงพื้นที่รับทราบปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่น้ำแล้ง ซึ่งเป็นความเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนชาวเกษตรกรปลูกข้าว ต.เลิงใต้ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม พบว่าขณะนี้ เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว มีความเดือดร้อน เนื่องจากข้าวในนาขาดน้ำมากว่า 2 เดือนแล้ว เริ่มแห้งตายไปกว่า 30-40% แล้ว

 

 

ทั้งนี้ จากการรับฟังข้อมูลของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้ตรวจสอบวิเคราะห์ข้อมูล พอสรุปได้ดังนี้ คือ

 

 

1. ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ฝนจะทิ้งช่วง ปลายเดือนเมษายนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมของทุกปี

2. น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ฯ ช่วงปลายเดือนเมษายน 2562 มีอยู่ 73% และ ช่วงวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 เหลือ 23% เขื่อนอื่นๆ ในภาคอีสาน จะมีปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือน้อยตามลำดับ เนื่องจากฝนขาดช่วง

3. ช่วงเดือนสิงหาคม ถึง เดือนพฤศจิกายนของทุกปี จะมีฝนตกชุก พายุเข้า น้ำป่าไหลหลาก เกิดน้ำท่วม น้ำเต็มเขื่อน เป็นปกติธรรมชาติ

4. หลังจากน้ำหลาก ทุกเขื่อนจะปล่อยน้ำออกจากเขื่อนอย่างเต็มที่ ไม่ค่อยกักไว้ใช้ยามน้ำขาด หรือปล่อยมากเกินไป อีกอย่างก็คือ ห้วย บึง หนอง คลอง ตาม ตำบล อำเภอ จังหวัดต่างๆ ไม่มีการขุดให้ลึก เกิดการตื้นเขิน หรือมีงบขุดแต่ทุจริตกันมาก

 

 

ดังนั้น วิธีการแก้ไขระยะยาว ใช้งบประมาณประหยัด ช่วยเหลือประชาชนจนสำเร็จ คือ การทำธนาคารน้ำใต้ดิน แก้ปัญหา น้ำแล้ง-น้ำท่วม สามารถทำสำเร็จที่อำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี และที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จนน้ำลดกะทันหัน สามารถช่วย 13 หมูป่าออกมาได้

5. จุดสำคัญ ช่วงฤดูน้ำหลาก เราไม่ควรปล่อยน้ำจนเต็มที่ ควรเก็บน้ำไว้ตามเขื่อนต่างๆ สัก 90% ของปริมาณน้ำเต็มเขื่อน น้ำที่ปล่อยออกช่วงน้ำหลากไปควรเก็บไว้ตาม ห้วย หนอง คลอง บึง แต่น้ำก็ยังไม่พอใช้ช่วง 2 เดือนครึ่ง ควรทำธนาคารน้ำใต้ดินเก็บน้ำไว้ตามพื้นที่ต่างๆ ไว้ดึงน้ำมาใช้ตอนฝนขาดช่วง 2 เดือนครึ่ง

 

 

ส่วนฝนเทียมนั้นก็เป็นอีกวิธีที่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เหมือนปัจจุบันที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังดำเนินการอยู่ แต่ถ้าผ่านถึงช่วง กลางเดือนสิงหาคม 2562 ฝน พายุ น้ำหลาก ก็จะเริ่มเข้าภาคอีสาน พื้นที่เกษตรก็จะเสียหาย ต้องมาจ่ายค่าชดเชยรายไร่อีก ก็เป็นงบจากภาษีประชาชนอีก

 

 

ทั้งนี้เราสามารถจัดการให้ความเสียหายให้น้อยลงไปได้กว่า 70% ถ้าเราแก้ไขเป็นมองภาพรวม และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้ จากการประกาศภัยพิบัติ น้ำแล้ง-น้ำท่วม ในการทุจริตงบดังกล่าว ปัญหาก็จะน้อยลง จึงเรียนสรุปมาให้ทราบเบื้องต้น