“อุตตม” ขออดใจรอ มาตรการกระตุ้นศก. หลังแถลงนโยบายต่อสภาฯ แจงลดภาษีบุคคลธรรมดา ต้องศึกษาให้รอบคอบ พร้อมรับฟังข้อเสนอนโยบายจากทุกพรรค ชี้ไม่ก้าวก่ายการทำงานแบงค์ชาติแน่นอน
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คลังจะให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจ จากการที่เศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับผลกระทบความผันผวนจากภายนอก ดังนั้นรัฐบาลจะเร่งสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมานั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ แต่ในเบื้องต้น ยืนยันว่า จะมีออกมาแน่นอนภายหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงปลายเดือนนี้
ทั้งนี้ในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยันว่า จะขยายผลต่อแน่นอน เพราะถือว่า เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่พี่น้องประชาชนควรเข้าถึง แต่จะออกมาในรูปแบบใดนั้น ขอทำพิจารณาก่อน สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ยืนยันว่า จะเสนอมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณา ภายหลังจากที่แถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 25 กรกฎาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เราต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ในขณะที่เศรษฐกิจภายนอกผันผวน เพราะหากภายในไม่เข้มแข็งและภายนอกประเทศผันผวน เราจะไม่มีภูมิคุ้มกันในการดูแล และสิ่งที่สำคัญคือ เราพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ทุกพรรค สำหรับนโยบายที่จะทำ ก็จะมุ่งเน้นการยะดับการพัฒนาไทย ให้มีความสามารถในการแข่งขัน ก้าวทันโลก โดยเฉพาะภาคเกษตร ที่จะต้องเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ ด้านโชว์ห่วยจะต้องติดอาวุธ โดยการนำอีคอมเมิร์ซมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และที่สำคัญ คือ การที่คลังดูแลงบประมาณ การสนับสนุนทางด้านการเงิน เราก็จะต้องดูอย่างเหมาะสม”นายอุตตม กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกประการ คือ การจัดสรรงบประมาณให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงการดูแลวินัยการเงินการคลังอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
ขณะที่นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ประกาศลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาลงเหลือ 10% นั้น ยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐไม่เคยเสนอการปรับลดโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสชี้เแจง จึงทำให้อาจเข้าใจไม่ตรงกัน โดยการดำเนินการด้านภาษีนั้น เป็นเพียงการทบทวนของโครงสร้างภาษีของประเทศ เพราะปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำระหว่างบุคคลธรรมและนิติบุคคล แต่จะปรับอย่างไรนั้น จำเป็นต้องศึกษาในรายละเอียดให้รอบคอบก่อน
สำหรับการพิจารณาทางด้านภาษีบุคคลธรรม ปัจจุบัน เก็บเพดานสูงสุดอยู่ที่ 35% ส่วนนิติบุคคลเพดานสูงสุดคือ 25% ดังยนั้นจะต้องมาพิจารณาเรื่องของความเหมาะสม โดยจะมีการทบทวนใหม่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งการปรับขึ้นและลดลง ส่วนในระยะยาว สิ่งที่เราต้องพิจารณาคือ การเพิ่มรายได้ให้ประเทศ การรักษาวินัยทางการเงินการคลังไม่ให้ได้รับผลกระทบ
ด้านการพิจารณาเรื่องการต่อสิทธิลดหย่อนภาษีจากการซื้อกองทุนรวม LTF ที่จะหมดสิทธิประโยชน์ในสิ้นปีนี้นั้น ยังไม่ได้ยืนยันในเรื่องดังกล่าว ว่าจะไม่ต่อสิทธิ เนื่องจากจะต้องหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนทั้งตลาดทุน และส่วนงานอื่นๆ โดยจะต้องพิจารณาว่า หากยังดำเนินการต่อจะมีประโยชน์และความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาให้ครบถ้วน ด้านภาษีอีบิซซิเนทนั้น ยืนยันว่า จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในเชิงลึก
อย่างไรก็ตามกรณีสถานการณ์ของค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย แต่ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหน้าที่และดูแลให้ค่าเงินอยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่วนการหารือร่วมกันระหว่างธปท.และกระทรวงการคลังนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทำอยู่เสมอ และเชื่อว่าในอนาคตจะมีการหารือกันต่อไป ส่วนการจะให้ธปท.ลดดอกเบี้ยนั้น ยืนยันว่า ไม่มีการก้าวก่ายการทำงาน
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
