ทีมวิจัยสหรัฐฯ พบ การดื่มน้ำมากขึ้นสำหรับเด็กจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำกิจกรรมที่หลากหลายได้ดีขึ้น ชี้สมองจำทุกอย่างได้ดีเพียงแค่ดื่ม 2.5 ลิตร/วัน
ผลการวิจัยด้านสุขภาพ ของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับ “การดื่มน้ำ” สำหรับเด็กๆ ถูกเผยแพร่ออกมาในวงกว้าง โดยใจความระบุถึงการดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับเด็ก จะช่วยให้ร่างกายสามารถทำงาน หรือเล่นในกิจกรรมต่างๆ ได้หลากหลายมากขึ้น และมีประสิทธิภาพที่ดีด้วย
คณะวิจัยทำการศึกษาเด็กจำนวน 75 คนที่อาศัยอยู่ใจกลางรัฐอิลลินอยส์ พวกเขาเปรียบเทียบระดับน้ำปัสสาวะของเด็กๆ และประสิทธิภาพทางการรู้คิดในระดับบรรทัดฐานปกติหลังจากเด็กๆ ดื่มน้ำเพียง 0.5 ลิตรต่อวันเป็นเวลา 4 วัน และหลังดื่มน้ำ 2.5 ลิตรต่อวันในระยะเวลา 4 วันเท่ากัน
ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่าเด็กที่มีระดับน้ำในร่างกายสูงขึ้น จะทำงานได้ดีขึ้นในบททดสอบการสลับงานที่ออกแบบมาเพื่อวัดความยืดหยุ่นทางความคิด (cognitive flexibility) นอกจากนี้เด็กๆ ยังสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น และมีปฏิกิริยาตอบสนองเร็วขึ้นในบททดสอบการสลับงานหลังจากดื่มน้ำมากขึ้น แต่งานวิจัยไม่พบความแตกต่างในบททดสอบที่ออกแบบมาเพื่อวัดสมาธิและการยับยั้งชั่งใจของเด็ก
“การค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมด้านสุขภาพในวัยเด็ก อาทิ การดื่มน้ำอย่างเพียงพออาจเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานทางความคิดที่ซับซ้อน รวมถึงหน่วยความจำในการทำงาน และความยืดหยุ่นทางความคิด เนื่องจากลักษณะของการรู้คิดเหล่านี้ทำให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จในการเรียน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย อาทิ การดื่มน้ำเพิ่มขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพสมอง และทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน” ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ ฮิลแมน (Charles Hillman) มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น (Northwestern University) ผู้ร่วมวิจัยกล่าว
คณะวิจัยหวังที่จะสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มน้ำกับประสิทธิภาพทางความคิดในเด็กโดยใช้การประมวลสมองในการวิจัยต่อไปในอนาคตเพื่อดูว่าโครงข่ายประสาทใดจะได้ประโยชน์จากการดื่มน้ำมากที่สุด อีกทั้งพวกเขายังต้องการศึกษาความสัมพันธ์ของการดื่มน้ำกับกระบวนการทางจิตใจอื่นๆ
“บททดสอบ 3 แบบที่เราวิจัยไม่ได้ครอบคลุมขอบเขตเกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดที่หลากหลาย และยังมีการรู้คิดอื่นๆ ที่น่าสนใจต่อการวิจัยของเรา” ไนมาน ข่าน (Naiman Khan) ศาสตราจารย์ด้านการเคลื่อนไหวและสุขภาพชุมชนของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ผู้นำวิจัยกล่าว
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
