“สุชาติ” ค้านตั้ง กมธ.วิสามัญสอบเงินกู้ ชี้ มาตรฐานเข้มกว่ายุค “อภิสิทธิ์ – ยิ่งลักษณ์”

“สุชาติ” ค้านตั้ง กมธ.วิสามัญสอบเงินกู้ ชี้ มาตรฐานเข้มกว่ายุค “อภิสิทธิ์ – ยิ่งลักษณ์”


ประธาน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ค้านตั้ง กมธ.วิสามัญสอบ เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ชี้ซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองเวลา-เบี้ยประชุม ระบุ อยู่ในสายตา สตง.-ป.ป.ช สภา ย้ำ มาตรฐานเข้มกว่า พ.ร.ก.เงินกู้ยุคสมัย “อภิสิทธิ์ – ยิ่งลักษณ์”

วันที่ 30 พ.ค.63 นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และ ประธาน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีพรรคฝ่ายค้าน และพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้สภาตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ว่า ส่วนตัวตนไม่เห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.วิสามัญดังกล่าว เพราะมีหน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือพิจารณาและกลั่นกรองอยู่แล้ว อาทิ สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง

รวมทั้งในระดับพื้นที่จะต้องเสนอผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) กลั่นกรอง ก่อนเสนอให้ ครม.เป็นผู้อนุมัติโครงการตามที่เสนอมาเท่านั้น โดยนักการเมืองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะที่สภาฯ ก็มี กมธ.สามัญจำนวน 35 คณะ ซึ่งสามารถทำหน้าที่และสามารถตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ทั้ง 3 ฉบับ

“พวกเราที่เป็น ส.ส.ทุกคน ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ในฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องมั่นใจในระบบราชการที่เข้ามาดูแลงบประมาณตัวนี้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้ง กมธ.วิสามัญให้ขึ้นมาทำงานซ้ำซ้อน เสียเวลาการทำงานกับทุกฝ่าย และรวมทั้งเสียงบประมาณของแผ่นดิน เกี่ยวกับเบี้ยประชุมอีกด้วย” นายสุชาติ กล่าว

ประธาน ส.ส.พปชร. กล่าวอีกว่า ในส่วนที่ฝ่ายค้านคิดและเป็นข้อกังวลในการใช้งบประมาณเกรงว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชัน หรือใช้งบประมาณไปไม่ตรงวัตถุประสงค์นั้น ต้องอย่าลืมว่าประเทศไทยก็มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และ คณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมตรวจสอบ ยิ่งโดยเฉพาะ พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทถือว่า มีกรอบดำเนินการที่รัดกุมโดยใช้กฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะมาบังคับใช้ กำกับติดตาม การเบิกจ่ายเงินกู้ และ ต้องมีการประเมินโครการต่างๆ นำเสนอต่อ ครม.ทุก 3 เดือน

“ส่วนการกำกับติดตามเงินกู้และผลสัมฤทธิ์ของโครงการ มาตราการต่างๆ เหล่านี้ เชื่อและมั่นใจว่าพลเอกประยุทธ์ นั้นได้คิดและวางแผนมาตราการต่างๆ ในการบริหารจัดการไว้แล้ว ซึ่งมีการรายงานต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่สิ้นปีงบประมาณ ถือว่ามีมาตรฐานตรวจสอบ หรือมีการประเมิน KPI สูงกว่าเมื่อเทียบกับ พ.ร.ก.เงินกู้ในอดีตคือ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งในปี 52 และ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารน้ำปี 2555

 

ข่าวที่น่าสนใจ

สรุปยกแรกประชุมสภา “บิ๊กตู่”ย้ำทุกรอบ กับความจำเป็นที่ต้อง “กู้เงิน”

โควิด-19 ติดเชื้อใหม่ 1 รายจากนำเข้า หมอบุ๋ม ย้ำ! ตั้งการ์ดรับผ่อนปรนเฟส 3