นายกฯ แจงเหตุผล ออก พ.ร.ก. กู้เงิน 3 ฉบับต่อสภา เรียกความเชื่อมั่นประเทศกลับคืน แก้ไขผลกระทบจากโควิด19 ชี้กู้เงิน ตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ไม่เกินกรอบหนี้สาธารณะ
วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงหลักการและเหตุผลในการตราพระราชกำหนด 3 ฉบับ ว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคืนกลับมาสู่ประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขสถานการณ์และหยุดยั้งการระบาดของโรคระบาดโควิด-19 เพื่อสร้างความพร้อมด้านสาธารณสุขของประเทศ เพื่อเยียวยาเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพจากมาตรการควบคุมและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค
โดยรัฐบาลจะต้องใช้เงินในการดำเนินการดังกล่าวจำนวน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่อาจดำเนินการได้ตามปกติหรือใช้การกู้เงินของรัฐบาลที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันได้ จึงต้องมีการออกพระราชกำหนดเพื่อดูแลและฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19
ทั้งนี้ การตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลตัดสินใจดำเนินการ เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลได้ตระหนักถึงความห่วงใยในประเด็นในการรักษาวินัยการเงิน การคลังของประเทศ และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน จึงได้กำหนดหลักการที่สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อเป็นกรอบการกู้เงินไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศวงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท โดยลงนามในสัญญากู้ไม่เกิน วันที่ 30 ก.ย.64
ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการรักษาวินัยในการใช้เงิน รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางการใช้เงินตามพระราชกำหนด ได้แก่ 1.กำหนดวงเงิน 45,000 ล้านบาท ที่ต้องนำเงินไปใช้ในแผนงานเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อป้องกันการระบาดของไวรัส-19 2.กำหนดวงเงิน 555,000 ล้านบาท ที่ต้องนำไปใช้ตามแผนเพื่อชดเชยเยียวยาให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และ 3.กำหนดวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ตามแผนงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่ง ครม.มีอํานาจอนุมัติปรับเปลี่ยนกรอบวงเงินได้ตามความจำเป็น
ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อพิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการก่อนเสนอ ครม.และจำกัดการดำเนินโครงการพร้อมทั้งรายงานต่อ ครม.รวมถึงต้องมีการจัดทำรายงานผลการใช้เงินให้รัฐสภาทราบภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ซึ่งเป็นรายงานที่ครอบคลุมรายละเอียดขอลการกู้เงิน วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้และผลที่ได้รับจากการใช้จ่ายเงิน
นอกจากนี้ จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกจึงต้องมีแผนงานเพื่อให้ประชาชนดำรงอยู่ได้ไปพร้อมกับการรักษาสภาพเศรษฐกิจซึ่งเป็นเครื่องจักรของประเทศ จึงได้มีมาตรการพักชำระหนี้ การกำหนดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำทั้งกับประชาชนและผู้ประกอบการ ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ลดค่าการใช้น้ำ ลดค่าใช้ไฟฟ้า ขยายเวลาการชำระค่าน้ำและค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ชะลอการจ่ายภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และมาตรการชดเชยรายได้ให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า การกู้คืนภายใต้พระราชกำหนดไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะและกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งเมื่อรวมการก่อหนี้ในครั้งนี้แล้วมีอัตราการก่อหนี้สาธารณะต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ หรือ จีดีพี อยู่ที่ 57.6% ซึ่งถือว่าไม่เกินกรอบการก่อหนี้สาธารณะคงค้างต่อจีดีพีที่กำหนดไว้ว่าหนี้สาธารณะต้องไม่เกินกรอบ 60% ของจีดีพี โดยยืนยันว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการในการชำระหนี้ได้ และการตราพระราชกำหนดครั้งนี้เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จึงต้องมีการตราพระราชกำหนดดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาตามหลักการและเหตุผลดังที่กล่าวมา
ขอบคุณภาพจาก สำนักข่าว The Agenda
ข่าวที่น่าสนใจ
โบอิ้งจำใจปลดคนงาน 1.6 แสนชีวิต เหตุไม่มีคำสั่งซื้อเครื่องบิน “แม้แต่ลำเดียว”
“สุทิน” ขอ “ชวน” สั่ง “เลื่อนประชุม” ในวันถัดไป กันเสียเวลาเช็กองค์ประชุมส.ส.
