ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ”ท่าขี้เหล็ก” ยอดพุ่ง 38 รายแล้ว เหตุ “1G1” ปิดบริการแห่หนีตายกลับไทย

ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ”ท่าขี้เหล็ก” ยอดพุ่ง 38 รายแล้ว เหตุ “1G1” ปิดบริการแห่หนีตายกลับไทย


“ก.สาธารณสุข” เผยผู้ติดเชื้อโควิด-19 จาก”ท่าขี้เหล็ก” ยอดพุ่งเป็น 38 รายแล้ว เชียงรายเพิ่มอีก 6 ราย เผยสาเหตุ “1G1” ปิดบริการ คนแห่หนีตายกลับไทย สธ.ยันรับมือได้

 

วันนี้ (7 ธ.ค.) นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการสืบสวนโรคจากจ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาว่า

สถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ในช่วงเวลานี้ เรายังสามารถควบคุมได้ดี ความคืบหน้าของการสอบสวนโรคผู้ติดเชื้อจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา เนื่องจากมีบางรายที่ไปในหลายจังหวัด จึงเป็นการทำงานร่วมกันของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงใหม่ เชียงราย ราชบุรี พะเยา พิจิตร สิงห์บุรี และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ทยอยส่งข้อมูลมา

 

 

โดยล่าสุดข้อมูลช่วงเช้าวันนี้ พบว่า ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เดินทางข้ามมาจากเมียนมา รายแรก พบใน จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน และเข้าสู่ระบบการรักษาที่ 27 พฤศจิกายน และสัปดาห์นี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อในระบบรวม 38 ราย ใน 7 จังหวัด เป็นของเชียงใหม่ 5 ราย เชียงรายมากที่สุดคือ 26 ราย ซึ่งรวมอัพเดตของเช้าวันนี้ด้วยอีก 6 ราย (รอจังหวัดเชียงรายแถลงข่าว) และกทม. 3 ราย ที่เหลือจังหวัดละ 1 ราย ได้แก่ พะเยา พิจิตร ราชบุรี และสิงห์บุรี

“โดยภาพรวมขณะนี้มีผู้ติดเชื้อที่เกี่ยวข้อง จ.ท่าขี้เหล็ก ในไทย 7 จังหวัด รวมทั้งหมด 38 ราย แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 2 ราย ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศเมียนมา แต่มีประวัติชัดเจนว่าอยู่ในพื้นที่เดียวกับผู้ติดเชื้อมาก่อน และเป็นการติดเชื้อในประเทศคือ ชายไทย อายุ 28 ปี จ.เชียงราย เป็นเพื่อนกับผู้ป่วยที่มาจากท่าขี้เหล็กและอยู่ด้วยกัน 2 วัน

 

 

อีกรายเป็นหญิงไทย อายุ 51 ปี จ.สิงห์บุรี ที่ไปในพื้นที่ จ.เชียงราย และมีโอกาสไปอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อรายก่อนหน้า และ 20 ใน 38 ราย คือมากกว่าครึ่ง พบจากสถานกักกันโรคท้องถิ่นของรัฐ (Local Quarantine) ในจังหวัด ซึ่งเป็นที่เบาใจได้ว่า คนที่ตรวจพบในสถานกักกันโรคจะไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น” นพ.โสภณ กล่าว

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า มีเพียงแค่ 2 ใน 38 รายที่ไม่มีประวัติเดินทางไปเมียนมา คือเท่ากับติดเชื้อในประเทศ 2 ราย เกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อมาก่อน และจำนวน 20 ใน 38 ราย หรือมากกว่าครึ่งตรวจพบในสถานที่กักกันโรคที่ทางราชการกำหนดไว้ หรือ Local Quarantine(LQ) ในจังหวัดนั้นๆ แสดงว่าคนที่ตรวจพบในสถานที่เหล่านี้ ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ และสามารถนำเข้าสู่การดูแลของแพทย์ได้

 

 

“สำหรับสาเหตุที่มีผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเป็นกลุ่มก้อนจำนวนมากนั้น ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามและสอบสวนโรคเพิ่มเติมนั้น ทั้ง 36 ราย ยกเว้น 2 รายที่ติดเชื้อในประเทศไทย เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิง ซึ่งเป็นที่ทำงานแห่งหนึ่ง คือโรงแรม 1G1-7HOTEL ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ห่างจากแม่สายเพียง 1.5 กิโลเมตร และห่างจากจุดผ่านแดนถาวรประมาณ 2-3 กิโลเมตร เป็นโรงแรม เป็นสถานบันเทิงแบบครบวงจร ทั้งผับ เธค บาร คาราโอเกะ กาสิโน ซึ่งมีคนไทยไปรวมกันจำนวนมาก

ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่สวมหน้ากากอนามัย จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อและไปแพร่เชื้อต่อจากผู้ป่วย ซึ่งก็มีคนไทยไปทำงานหลายร้อยคน และเพิ่งปิดไปเมื่อ 24 พฤศจิกายน เพราะมีโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 เมื่อมีการปิดสถานบันเทิงจึงมีการทยอยเดินกลับประเทศไทยผ่านช่องทางรรมชาติ จึงมีการพบผู้ติดเชื้อที่เกิดขึ้น แต่ขณะนี้ก็อยู่ในความดูแลให้อยู่ใน Local Quarantine(LQ) แล้ว เป็นเวลา 14 วัน ” นายแพทย์โสภณ กล่าว

 

สำหรับความคืบหน้าของการสอบสวนโรคผู้ติดเชื้อที่เดินทางมา กทม. นพ.โสภณกล่าวว่า ชายไทย อายุ 30 ปี (สาวประเภท2) และเพื่อนหญิงไทย อายุ 26 ปี ขณะนี้เข้าสู่ระบบการรักษาเรียบร้อยแล้ว ผลการสอบสวนโรคพบผู้สัมผัสทั้งหมด 91 ราย เป็นกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 22 ราย แบ่งเป็น

1. ผู้สัมผัสในชุมชน 10 ราย ได้แก่ เพื่อนใน อ.แม่สาย 2 ราย ไม่พบเชื้อ 1 ราย รอตรวจผล 1 ราย ครอบครัวใน จ.ปทุมธานี 1 ราย รอตรวจผล ผู้ที่อยู่ในโรงแรม 7 ราย รอติดตาม

2. ผู้สัมผัสในยานพาหนะ 12 ราย อยู่ในระหว่างการติดตาม ส่วนกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 69 ราย แบ่งเป็น

1.) ผู้ที่พบในชุมชนและที่สาธารณะ 77 ราย ใน จ.เชียงราย 32 ราย ได้แก่ โรงแรมที่อ.แม่สาย 1 ราย ร้านเต้าหู้นมสด 2 ราย ร้านนวด 29 ราย ใร กทม. 12 ราย ได้แก่ พนักงานขับรถแท็กซี่จากดอนเมืองไปบ้าน 1 ราย ติดตามได้แล้ว โรงแรม 2 ราย แท็กซี่ที่พาผู้ป่วยมารพ. 1 ราย

2.) ผู้สัมผัสบนเที่ยวบิน 33 ราย ซึ่งถือเป็นผู้สัมผัสเสียงต่ำเนื่องจากส่วนหน้ากากอนามัย ได้แก่ เที่ยวบิน SL454 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน รวม 20 ราย, เที่ยวบิน WE137 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน รวม 13 ราย อย่างไรก็ตามจะต้องเฝ้าระวังติดตามอาการจนครบ 14 วัน

ทางด้านนายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ณ วันนี้หากมีการระบาดจริง เครือข่ายโรงพยบาลของกระทรวงสาธารณสุข และครือข่าย รวมถึงโรงพยบาลในกองทัพ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลในมหาวิทยาลัย เคยมีตัวเลขเดิมและมีการสำรวจทุกวัน ในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในกรณีที่คนไข้ติดเชื้อต่อวัน รองรับได้อย่างน้อย 230-400 ราย/วัน คือพักอยู่ได้ 14-17 วัน

ส่วนทั้งประเทศจะรองรับได้ 1,00-1,700 คน/วัน ซึ่งเป็นรายใหม่ ส่วนนี้เฉพาะผู้ป่วยโควิด หรือประมาณ 10,049 เตียง ไม่นับเตียงอื่นๆที่เราเตรียมไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีเป็นแสนเตียง ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถรองรับและดูแลผู้ป่วยได้

ส่วนพื้นที่ชายแดนที่ติดเชื้อใน 3 จังหวัด ในส่วนของจังหวัดเชียงราย โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์มีเตียงผู้ป่วย 60 เตียง ตอนนี้นอนอยู่แค่ 26 เตียง และถ้าจำเป็นหากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จังหวัดเชียงรายก็ยังมีเตียงผู้ป่วยที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงอีก 300 เตียง ซึ่งเรามั่นใจว่าสามารถรองรับผู้ป่วยได้

เช่นเดียวกับที่จ.เชียงใหม่ โรงพยาบาลนครพิงค์มี 51 เตียง บวกโรงพยาบาลรอบๆอีก 120 เตียง หรือที่แม่สอด ในจังหวัดรอบๆ 5 อำเภอชายแดน ก็มีเตียงกว่า 120 เตียง

“ในส่วนของแม่สอดที่มีผู้ป่วยอายุ 70 ปี 1 ราย นั้นล่าสุด อาการก็ดีขึ้นแล้ว และเร็วๆนี้น่าจะออกมาอยู่ในห้องปกติได้” นายแพทย์ณัฐพงศ์ กล่าว

“เรื่องยาและอุปกรณ์หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ เรามีความพร้อมมากกว่า 6-7 เดือนที่เกิดเหตุการณ์ระบาดแรกๆ เรามีความรู้ ทรัพยากร คน เตรียมพร้อมไว้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ ประชาชนต้องให้ประวัติที่แท้จริง หากปกปิดอาจทำให้บุคลากร เพื่อนบ้าน และครอบครัวเดือดร้อน การบอกประวัติเร็วทำให้วินิจฉัยรักษาได้เร็ว เพราะเราสามารถตรวจหาเชื้อได้ในทุกจังหวัด อีกทั้งยังมี บุคลากรจากกระทรวงอื่นๆ และ อสม.ร่วมกันมากกว่าล้านคน ที่จะดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง” นพ.ณัฐพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

เชียงราย รอลุ้น 14 วัน หวังไร้โควิด ระดมทุกภาคส่วนสร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว