ช่างภาพช่องดังลาออก สุดทน! เสนอแต่ข่าว “ลุงพล” จวกสื่อ “ไร้จรรยาบรรณ”

ช่างภาพช่องดังลาออก สุดทน! เสนอแต่ข่าว “ลุงพล” จวกสื่อ “ไร้จรรยาบรรณ”


สุดทน!หัวหน้าช่างภาพช่องทีวีดังลาออก ลั่นรับไม่ได้กรณีเสนอข่าว “ลุงพล” ต่อเนื่อง จวกสื่อ “หน้าไม่อาย-ไร้จรรยาบรรณ” สนแต่เรตติ้ง ด้านทวิตเตอร์ #แบนลุงพล ขึ้นเทรนด์อันดับ 1

 

กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในสังคมขณะนี้ กับกรณี “ลุงพล” หรือนายไชย์พล วิภา ผู้ต้องสงสัยคดี “น้องชมพู่” ที่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ที่ต่อมาได้ความเห็นใจจากคนทั่วประเทศ จนกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของสื่อ ที่พยายามติดตามรายงานข่าวของลุงพลในทุกแง่มุม ซึ่งต่อเนื่องนาน 4 เดือน

ล่าสุด ประเด็นของลุงพลร้อนแรงขึ้นมาอีก โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า หัวหน้าช่างภาพสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบายความรู้สึกถึงเรื่องการนำเสนอข่าวของ “ลุงพล” ระบุว่า สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับเรตติ้งมากเกินไป ไม่นำเสนอในเรื่องราวที่ควรจะนำเสนอถือเป็นความ “ไร้จรรยาบรรณ” ในการทำงาน

 

 

โดยโพสต์ดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้

“ขอโทษกับความเน่าเฟะกรณีลุงพล ป้าแต๋น และบ้านกกกอก จากน้ำมือของ “สื่อมวลชนอย่างพวกเรา” ที่หยิบยื่นให้กับสังคม ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา
.
ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าช่างภาพข่าวของหนึ่งในสถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอข่าวนี้มาโดยตลอด ผมทำงานที่นี่มา 6 ปี ตั้งแต่วันแรกของการออกอากาศ จนวันนี้ไม่สามารถอดทนกับเรื่องที่เกิดขึ้นและได้ตัดสินใจเดินออกมาแล้ว
.
จากคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ที่ถูกนำเสนอโดยสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งและ “ผมคือหนึ่งในนั้น” ที่มีส่วนทำให้คดีความ 1 คดี กลายเป็นเรียลลิตี้ชีวิตของลุงพล-ป๋าแต๋น เรียลลิตี้ความแตกแยกของครอบครัวๆ หนึ่ง ชีวิตคนในหมู่บ้านกกกอก เรื่องไสยศาสตร์ ความงมงาย และการมอมเมา
.
“เราขายข่าวรายวัน” “เราหน้าไม่อาย” “เราไม่สนผิดถูก” “เราไร้จรรยาบรรณ” คือสิ่งที่สังคมตั้งคำถาม และมันถูกต้องทั้งหมด
.
เรานำเสนอเรื่องราวที่ห่างไกลจากสิ่งที่ควรจะเป็นจนกู่ไม่กลับ หาประโยชน์และปล่อยให้กลุ่มคนที่ต้องการผลประโยชน์จากเรื่องนี้เข้ามารุมทึ้ง “เราอยากได้กระแส และต้องการเพียงแค่ยอดคนดู ยอดกดไลก์ ยอดแชร์”
.
บางคนแก้ต่างว่าสิ่งที่เกิดขึ้น สื่อฯอย่างพวกผม ทำไปเพื่อตอบสนองความกระหายใคร่รู้ของคนในสังคม หรือช่วยเหลือให้ชาวบ้าน 2 คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
.
มันไม่ใช่แค่สิ่งนั้นแน่นอน มันคือผลประโยชน์ทั้งนั้น
.
ยอมรับกันสักทีเถอะว่า “เรา” คือตัวแปรสำคัญ

และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความบิดเบี้ยวทั้งหมดนี้
เพราะเราหิวกระหายเรตติ้งกันเหลือเกิน
.
“เรตติ้ง” คือทุกสิ่งทุกอย่าง

“เรตติ้ง” คือปัจจัยที่จะบอกได้ว่าคุณอยู่หรือไป
และ “เรตติ้ง” ก็กลายเป็นข้ออ้าง ที่ทำให้คนบางกลุ่มยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มา
.
ผมเป็นหนึ่งคนที่รับรู้เรื่องราว ที่ถูกสร้าง ปั้นแต่งและถูกนำเสนอผ่านหน้าจอมาโดยตลอด และตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “พวกเราทำอะไรกันอยู่” “มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ ไม่ใช่ความแปลกใหม่ ไม่ใช่ _อะไรทั้งสิ้น”
.
วันนี้ ผมซึ่งระลึกเสมอว่าตัวเองเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ และพยายามจะแก้ไขอะไรบ้าง แต่สุดท้าย “ผมขอยอมแพ้กับความบิดเบี้ยว และยอมรับว่าตัวเองไม่สามารถท้วงติง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นจากต้นทางได้”
.
ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป ด้วยเหตุผลที่สรรหากันมา
.
ผมขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และหวังว่าเมื่อเหตุการณ์จบลง ทั้งเราและคนดูบางกลุ่มน่าจะได้บทเรียนจากเรื่องนี้บ้าง และขออย่าเหมารวมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพทั้งหมดของ “สื่อมวลชน” ผมยืนยันว่าในสภาวะที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องเผชิญ
.
วันนี้ยังคงมีเพื่อนสื่อมวลชน ที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเอง ทำหน้าที่ของสื่ออย่างที่ควรจะเป็นให้ได้ดีที่สุด ผมขอบคุณและขอให้กำลังใจเพื่อนสื่อมวลชนที่ยังยืนหยัดทำหน้าที่อย่างถูกต้องต่อไป
.
ทรงพล เรืองสมุทร

9 กันยายน 63
หลังการประชุมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

 

ขณะที่บนโลกออนไลน์ ประเด็นลุงพลมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่เป็นการโจมตีการทำงานของสื่อมวลชน ซึ่งสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหัวหน้าช่างภาพข่าวดังที่กล่าวไป และในแพลตฟอร์มดังอย่าง Twitter ได้เกิดแฮชแท็ก #แบนลุงพล ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในเทรนด์ ตั้งคืนวันที่ 8 ก.ย.จนมาถึงวันนี้ (9 ก.ย.63)

 

 

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

หวยหรือเลขมงคล! เพจคณิตศาสตร์ ชี้ “999997” ซ้ำ 5 ตัว มาอีกทีต้องรอ 232 ปี