มูลนิธิปิดทองหลังพระ ระดมความคิด 7 องค์กร ภาคธุรกิจและประชาสังคม เสนอแนวทางนำประเทศไทยผ่านวิกฤตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “ คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ”
ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยประสบกับอุปสรรครุนแรงจากทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ การเกิดสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาจนมีการปิดกั้นตลาดระหว่างกัน การเกิดภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในช่วง 40 ปี จนมาถึงการระบาดของโควิด-19

ทั้งนี้เมื่อมีการหารือกัน เกิดมุมมองว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 อย่างเป็นเพียงปลายเหตุของวิกฤตในครั้งนี้ เพราะโดยความจริงประเทศของเราสะสมปัญหาไว้นานแล้ว เช่นเรื่องความเหลื่อมล้ำ การศึกษาที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาชาติ ที่ล้วนแต่กระทบความสามารถทางการแข่งขันของไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นจึงเป็นที่มาของ 8 องค์กรที่จะช่วยกันมองและหาทางในการนำประเทศผ่านวิกฤตในครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ม.มหิดล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยมีมูลนิธิปิดทองหลังพระ ฯ และสำนักข่าวไทยพับลิก้าเป็นผู้ประสานงานโครงการ

โครงการ “คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ” มีกรอบคิดหรือประเด็นการวิเคราะห์ที่สำคัญ คือ 1)บริบทของสังคมโลก และประเทศไทยก่อนวิกฤติโควิด-19 และเมื่อโควิด-19 ได้ส่งผลอะไรต่อสังคมโลกและประเทศไทย 2)สังคมโลกต้อง “เปลี่ยน” และประเทศไทยต้อง “ปรับ” อะไร และทิศทางที่ควรจะเป็นเป็นเช่นไร 3)คนไทยมีความพร้อมต่อการปรับเปลี่ยนมากน้อยเพียงใด และหากจำเป็นต้องปรับ หรือเปลี่ยนต้องเตรียมการอย่างไร และ4)หารูปแบบหรือโมเดลการขับเคลื่อนสังคมไทย
ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายๆ อาชีพพบกับความเสี่ยงและความเปราะบางว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะไม่มีงานทำ หรืออาจไม่มีงานทำแล้ว ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ภาวะโลกร้อน หรือจากโควิด-19 ก็ตาม

“คนจำนวนมากอาจจะต้องเปลี่ยนอาชีพ การศึกษานี้เราอยากดูว่าอุปสรรคต่าง ๆ มีอะไรบ้างเพื่อที่จะได้หาแนวทางในการลดข้อจำกัด ทำให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้น หลาย ๆ คนอาจจะทราบว่าอาชีพตัวเองมีความเสี่ยง ไม่ทราบว่าตัวเองมีทักษะอะไร โครงการนี้ส่วนหนึ่งก็คือเราพยายามจะพูดคุยในวงกว้างว่าอุปสรรคของเขาอยู่ตรงไหน เพื่อที่จะมาหาทางรอดไปด้วยกัน” ดร.กฤษฎ์เลิศ กล่าว
สำหรับคณะทำงานจะจัดแบ่งลำดับงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 1.การศึกษาวิเคราะห์ภาพรวมของประเทศไทยก่อนและหลังการเกิดโควิด-19 เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนในด้านต่าง ๆ ซึ่งมี ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ดร.ณชา อนันต์โชติกุล สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้กำกับดูแล
2.การศึกษาผลกระทบของประชาชนภาคส่วนต่าง ๆ โดย ดร.เนื้อแพร เล็กเฟื่องฟู เป็นผู้กำกับดูแล และ 3.การรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งมี รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณทิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้ดำเนินการ
ทั้งนี้โครงการ “คิดใหม่ ไทยก้าวต่อ” กำหนดจะออกรับฟังความเห็นทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคใต้ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.ขอนแก่น ภาคเหนือที่ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกที่ จ.ชลบุรี จากนั้นคณะวิชาการจะได้ทำการรวบรวมทั้งงานทางวิชาการและความคิดเห็นของประชาชนเพื่อเสนอต่อรัฐบาลและประชาชนทั่วประเทศได้รับทราบในเดือนพฤศจิกายน

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดที่คนไทยทุกคนจะร่วมคิด พลิกฟื้นประเทศของเราได้ ข้อเสนอแนะของทุกคน ทุกภาคส่วนจะเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น โดยคณะผู้ดำเนินโครงการขอเชิญชาวไทยทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อแนะนำมายังมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ (www.pidthong.org) สำนักข่าวไทยพับลิก้า ([email protected])
ข่าวที่น่าสนใจ
