ทรัมป์ระงับออก “กรีนการ์ด-วีซ่าแรงงาน” กัน 5 แสนชีวิตเข้าแผ่นดินสหรัฐฯ

ทรัมป์ระงับออก “กรีนการ์ด-วีซ่าแรงงาน” กัน 5 แสนชีวิตเข้าแผ่นดินสหรัฐฯ

ปธน.ทรัมป์ สั่งระงับออกวีซ่าแรงงานอพยพชั่วคราวถึงสิ้นปี 2563 สื่อนอกคาดกันคนต่างชาติทะลักเข้าประเทศ 5.25 แสนคน

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร เพื่อระงับการออกวีซ่าจ้างงานบางประเภทโดยมีผลจนถึงสิ้นปี 2020 อันรวมถึง H-1B ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับแรงงานทั่วไปและแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยลงนามไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา

“แรงงานชั่วคราวมักเดินทางมาพร้อมกับคู่สมรสและบุตร พวกเขาหลายคนยังเข้ามาเป็นคู่แข่งกับแรงงานอเมริกันด้วย ซึ่งหากอยู่ในสถานการณ์ปกติ โปรแกรมแรงงานชั่วคราวที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ” คำสั่งระบุดังนี้ “แต่ในสถานการณ์ไม่ปกติที่เกิดเศรษฐกิจหดตัวอันเป็นผลมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 เช่นนี้ โปรแกรมวีซ่าชั่วคราวที่อนุมัติการจ้างงานลักษณะนี้ จึงกลายเป็นภัยต่อการจ้างงานของชาวอเมริกัน”

คำสั่งดังกล่าวยังครอบคลุมวีซ่า H-2B สำหรับแรงงานระยะสั้นตามฤดูกาล, วีซ่า H-4 สำหรับคู่สมรสของผู้ถือวีซ่า H-1B, วีซ่า L-1 สำหรับผู้บริหารที่ย้ายมาทำงานในสหรัฐฯ โดยนายจ้างคนเดิม และวีซ่า J-1 สำหรับนักวิจัย นักวิชาการ และผู้อยู่ในหมวดหมู่พิเศษอื่นๆ

คำสั่งใหม่นี้จะไม่มีผลต่อผู้ถือวีซ่าที่อยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้ว หรือผู้อยู่นอกสหรัฐฯ ที่ได้รับการออกวีซ่าอย่างถูกต้องแล้ว สภาตรวจคนเข้าเมืองอเมริกันระบุว่า ในแต่ละปี จะมีผู้ได้รับวีซ่า J-1 ประมาณ 300,000 คนที่เดินทางมายังสหรัฐฯ

วารสารวอลล์สตรีตรายงานข้อมูลจากคณะบริหารของทรัมป์ว่า ข้อจำกัดใหม่จะป้องกันไม่ให้ผู้คนประมาณ 525,000 คนเข้ามายังสหรัฐฯ โดยมีผลตั้งแต่ช่วงนี้ถึงสิ้นปี รวมถึงผู้ถือกรีนการ์ด 170,000 คนที่ถูกห้ามไม่ให้เดินทางเข้ามาในสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม คณะบริหารของทรัมป์จะให้การยกเว้นสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพที่เน้นด้านการรักษาและวิจัยโรคโควิด-19 เช่นเดียวกับผู้ที่ทำงานในห่วงโซ่อาหาร รวมถึงอาหารทะเลและบรรจุภัณฑ์อาหาร

ผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและธุรกิจอื่น ๆ ในสหรัฐฯ หลายรายได้ออกมาเตือนว่าการดำเนินการครั้งนี้จะทำให้ความสามารถของบริษัทในการสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถสูงเข้าสู่สหรัฐฯ ลดลง และทำให้พวกเขาสามารถดำเนินงานในต่างประเทศได้น้อยลงด้วย

“การประกาศในวันนี้เป็นความพยายามที่เคร่งครัดและเหมารวมเกินไปในการจำกัดคนเข้าเมืองตามกฎหมาย เป็นการปิดป้าย ‘ไม่ต้อนรับ’ สำหรับวิศวกร ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที แพทย์ พยาบาล และคนงานอื่น ๆ ซึ่งจะทำให้ประเทศของเราล้าหลัง การเปลี่ยนแปลงระบบตรวจคนเข้าเมืองของเราเช่นนี้ จะผลักดันการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกประเทศ และทำให้สหรัฐฯ มีอัตราการเติบโตที่ช้าลงและการสร้างตำแหน่งงานใหม่ ๆ ที่ลดลง” โทมัส โดโนฮิว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาหอการค้าแห่งสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์

“ธุรกิจอเมริกันที่พึ่งพาความช่วยเหลือจากโปรแกรมวีซ่าเหล่านี้ไม่ควรถูกบังคับให้ปิดโดยไม่ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด” วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน 9 คนเขียนข้อความเช่นนี้ในจดหมายฉบับลงวันที่ 27 พ.ค. ที่ส่งถึงทรัมป์ว่า “แรงงานต่างชาติมีความจำเป็นในการกระตุ้นธุรกิจอเมริกัน”

ผลสำรวจล่าสุดที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยพิวยังระบุว่า ชาวอเมริกันมากถึงร้อยละ 64 เชื่อว่าผู้อพยพส่วนใหญ่เข้ามารับงานที่คนอเมริกันไม่ต้องการทำ

คำสั่งที่ออกมาในวันจันทร์นี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดของฝ่ายบริหารของทรัมป์ในการสนับสนุนกลุ่มที่มีความคิดหนักแน่นเกี่ยวกับแรงงานอพยพ ซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของประธานาธิบดีที่โต้แย้งว่าแรงงานอเมริกันควรได้รับการให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้

ข้อจำกัดใหม่ซึ่งจะมีผลในวันที่ 24 มิ.ย. ทำให้คำสั่งห้ามแรงงานชั่วคราวเข้าประเทศที่คณะบริหารทรัมป์ประกาศตั้งแต่เดือนเมษายนขยายผลออกไปจนถึงสิ้นปี โดยคำสั่งดังกล่าวได้กีดกันสมาชิกของบางครอบครัวในสหรัฐฯ ไม่ให้ได้พบหน้า และลดจำนวนการรับแรงงานทักษะสูงเข้าประเทศ

ที่มา : สำนักข่าวซินหัว

 

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

“ทรัมป์” ประกาศ “เราไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของโลก”

ยื่นสารพัดโครงการ ขอใช้งบฟื้นฟูเศรษฐกิจทะลุ 1.36 ล้านล้านบาท