หมอธีระ ชี้ สระว่ายน้ำแพร่โควิด-19 ได้ เตือน “คลอรีน” ไม่ใช่ยาวิเศษ

หมอธีระ ชี้ สระว่ายน้ำแพร่โควิด-19 ได้ เตือน “คลอรีน” ไม่ใช่ยาวิเศษ


นพ.ธีระ วรธนารัตน์ เผย สระว่ายน้ำเป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ เตือน “คลอรีน” ไม่ใช่ยาวิเศษ ด้าน ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ชี้ lane shield ช่วยได้สำหรับซ้อมหรือแข่ง

วันที่ 27 พ.ค.63 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Thira Woratanarat” ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรื่องของสระว่ายน้ำ ระบุว่า สระว่ายน้ำนั้นเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้ ซึ่งต้องอาศัยการบำรุงดูแลรักษาตามมาตรฐานทางสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด

โดยโพสต์ดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

“สระว่ายน้ำกับโรค COVID-19

โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ฟังแถลงแล้วเป็นห่วง

สระว่ายน้ำนั้นเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้ ไม่ว่าจะแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว หรืออื่นๆ

เหตุผลในการเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เพราะ

หนึ่ง เป็นที่ที่มีคนมาใช้ร่วมกัน การติดเชื้อจึงเป็นได้ทั้งจากการใกล้ชิด สัมผัสตัวกัน สัมผัสละอองฝอยน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งขณะพูดคุยเล่น หรือแม้แต่การเผลอกินน้ำในสระที่ปนเปื้อนน้ำลาย เสมหะ อาเจียน ปัสสาวะ อุจจาระที่เล็ดออกมา

สอง เป็นที่ที่คุณภาพและความปลอดภัยของคนมาใช้บริการต้องอาศัยการบำรุงดูแลรักษาตามมาตรฐานทางสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด หากละเลยเพิกเฉยหรือหย่อนยาน คนที่มาใช้บริการก็จะตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยไม่รู้ตัว และยากต่อการตรวจสอบจนกว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมา

สาม “คลอรีน”ไม่ใช่ยาวิเศษที่ฆ่าเชื้อได้ทุกอย่าง มีเหตุการณ์ในอดีตหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลให้คนป่วยจากการไปว่ายน้ำ โดยเคยมีงานวิจัยชี้ให้เห็นแล้วว่าแม้มีคลอรีนอยู่ในระดับมาตรฐานก็อาจยังมีปนเปื้อนได้ ดังนั้นก็ต้องไปใช้บริการอย่างระมัดระวัง มีสติอยู่เสมอ

ไวรัสที่เคยระบาดในสระว่ายน้ำมีหลายต่อหลายชนิด เช่น Adenovirus, Norovirus, Enterovirus, Hepatitis A เป็นต้น

อย่าง Adenovirus ที่ก่อให้เกิดโรคหวัดได้นั้น เคยมีคนวิจัยการระบาดในสระว่ายน้ำ และนำน้ำจากสระไปตรวจพบเชื้อ โดยพิสูจน์ว่าเป็นตัวที่เหมือนกับตัวที่ทำให้คนป่วยมากมาย เช่น จอร์เจีย กรีซ จีน เป็นต้น

สำหรับ COVID-19 นั้นก็เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง จึงต้องไม่ประมาท

ผู้ประกอบกิจการสระว่ายน้ำควรเคร่งครัดในมาตรฐานสุขอนามัย ดูแลทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกชิ้นอย่างสม่ำเสมอ วัดปริมาณคลอรีนให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานและวัดบ่อยๆ จำกัดปริมาณคนใช้บริการ ตรวจวัดไข้ทุกคน ใครมีอาการไม่สบายไม่ว่าจะน้อยเพียงใดก็ต้องห้ามเข้าใช้บริการ และสำคัญไม่แพ้กันคือ ช่วงไหนใครไม่ลงน้ำก็ต้องใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ อยู่ห่างๆ กัน

ส่วนประชาชนที่วางแผนจะใช้บริการสระว่ายน้ำก็ควรประเมินสุขภาพตนเอง ถ้าช่วงที่ยังมีโรคระบาดโดยยังไม่มียามาตรฐานรักษาและไม่มีวัคซีนป้องกัน เลี่ยงไปออกกำลังกายแบบอื่นจะปลอดภัยกว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าพูดตรงๆ หากไม่มีสระว่ายน้ำในบ้านเป็นส่วนตัวแล้ว น่าจะปล่อยให้เหล่านักกีฬาว่ายน้ำไปใช้บริการไปก่อนน่าจะดีกว่าครับ แต่สำหรับคนที่อยากเรียนว่ายน้ำ ควรนัดเรียนกับครูเค้าเป็นส่วนตัวก็น่าจะดีกว่าเป็นกลุ่มโดยควรแน่ใจว่าทั้งคุณครูและลูกศิษย์ได้ตรวจเช็กสุขภาพแล้วและสระที่นัดไปเรียนนั้นได้มาตรฐานและไม่แออัดจริงๆ

ด้วยรักต่อทุกคน…

อ้างอิง
Bonadonna L et al. A Review and Update on Waterborne Viral Diseases associated with Swimming Pools. Int J Environ Res Public Health. 2019 Jan; 16(2): 166.”

ขณะที่ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เช่นกัน ระบุว่า ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในสระฝึกซ้อมว่ายน้ำ lane shield (อุปกรณ์กั้นหัวลู่) คืออีกแนวทางหนึ่งที่มีประโยชน์ สำหรับฝึกซ้อมหรือแข่ง

โดยโพสต์ดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้

“lane shield อีกแนวทางหนึ่ง ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ในสระฝึกซ้อมว่ายน้ำ”

เมื่อวาน เหมือนจะมีดราม่าเกี่ยวกับการทำ lane shield ที่บางสระเริ่มเอาใช้ โดยเฉพาะกับการฝึกซ้อมและการแข่งว่ายน้ำ .. ว่ามันดูแปลกประหลาด และจะมีประโยชน์เหรอ? .. คำตอบคือ มันมีประโยชน์จริงนะครับ

เคยโพสต์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า สระว่ายน้ำทั่วไปมีการฆ่าเชื้อโรคในน้ำด้วยการเติมคลอรีนอยู่แล้ว ซึ่งถ้าใส่ในปริมาณที่กำหนดตามมาตรฐาน (ประมาณ 0.7-1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร) ก็สามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัส ที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 ได้เช่นกัน

แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับการใช้สระว่ายน้ำ คือ การคลุกคลีใกล้ชิดกันระหว่างผู้ที่ไปใช้บริการ มากกว่าเรื่องของการได้รับเชื้อโรคโดยตรงจากน้ำ

ดังนั้น ในกรณีของสระว่ายน้ำที่ใช้สำหรับฝึกซ้อมหรือแข่ง จึงมีการสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับและลดความเสี่ยงที่จะมีการติดเชื้อกัน ระหว่างผู้ที่มาฝึกซ้อมหรือมาแข่งว่ายน้ำ

มาตรการพื้นฐานที่จะทำตามระเบียบของสมาคมกีฬาว่ายน้ำ ก็ได้แก่ การจัดนักว่ายน้ำให้อยู่ในระยะห่างกัน ประมาณ 7 ฟุต หรือ 2 เมตร ซึ่งก็คือการให้ว่ายแบบลู่เว้นลู่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อระหว่างที่นักกีฬามีการหยุดพักที่ตรงขอบสระ และอาจจะพูดคุยกันหรือไอจามใส่กันได้

แต่ถ้าสระว่ายน้ำนั้น มีการติดตั้ง lane shield หรือที่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “อุปกรณ์กั้นหัวลู่” แล้วด้วย ก็จะอนุญาตให้ว่ายน้ำแบบลู่ต่อลู่ได้ ไม่ต้องเว้นลู่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก “ชมรมว่ายน้ำสิงห์” ครับ”

 

 

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

“หมอยง” ชี้ วิถีการเรียนใหม่ เลิกกวดวิชา เด็กอาจมีความสุขมากขึ้น

“5 องค์กรสื่อ” ขอความร่วมมือไม่เผยชื่อ”ลูกแม่ปุ๊ก” ชี้ ห่วงอนาคตเด็ก