สาวโพสต์ เว็บ “ไทยชนะ” ของรบ. ไร้ข้อมูลที่จำเป็น ถาม! เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่!

สาวโพสต์ เว็บ “ไทยชนะ” ของรบ. ไร้ข้อมูลที่จำเป็น ถาม! เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่!

จากกรณีที่ ศบค. แถลงขอความร่วมมือให้ทุกผู้ประกอบกิจการ/กิจกรรม ลงทะเบียนแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ในเว็บไซต์ www.ไทยชนะ.com เพื่อให้สะดวกต่อผู้ที่เข้าใช้บริการว่าสถานที่ในร้านมีความแออัดหรือไม่ รวมถึงผู้ประกอบกิจการจะได้ประโยชน์หากพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อภายในร้าน ทั้งยังสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบค้นหาผู้ติดเชื้ออีกด้วย

แต่ล่าสุด มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Sarinee Achavanuntakul” โพสต์ข้อความร่ายยาว ถึงความบกพร่องของ เว็บ “ไทยชนะ” ของรัฐบาล ที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นให้ประชาชนได้รับรู้ โดยเจ้าตัวยังถามถึงเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ทำให้เกิดความมั่นใจในความโปร่งใส โดยระบุข้อความว่า เข้าไปดูเว็บ “ไทยชนะ” เมื่อเช้า https://www.xn--b3czh8ayeuf.com/faq.html

น่าตกใจมากว่าเป็นเว็บรัฐ แต่กลับไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่จำเป็นเลย ยังไม่ต้องพูดถึงมาตรฐานตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เอาแค่ “หน่วยงานที่รับผิดชอบ” ยังไม่บอก บอกแต่เบอร์ call center

ใน FAQ เรื่องการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เขียนแค่สั้นๆ สุดแสนจะคลุมเครือว่า

“ข้อมูลที่ถูกเก็บของผู้เข้าใช้บริการจะเป็นข้อมูลแบบมีรหัส ซึ่งต้องเป็นหน่วยงานและผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นถึงจะเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ อีกทั้งได้กำหนดระยะเวลาในการจัดเก็บข้อมูลไว้เพียง 60 วัน”

มีข้อกังขามากมายถึงแพล็ตฟอร์มตัวนี้ นอกเหนือจากความไม่โปร่งใสแม้แต่น้อย เช่น

1) เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร? ถ้าจะบอกว่าช่วยร้านค้าสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าดำเนินมาตรการป้องกันตามที่ จนท. สาธารณสุขแนะนำ ก็ควรเป็นมาตรการสมัครใจล้วนๆ เหมือนแอพรีวิวร้านอาหาร ร้านไหนไม่ลงก็ไม่เป็นไร และไม่มีความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะต้องเก็บข้อมูลส่วนตัว (รวมข้อมูล location) ของลูกค้า

2) ถ้าจะอ้างว่าต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้เพื่อช่วยในกระบวนการควานหาตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย (contact tracing) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการสอบสวนโรค ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ทั้งสิ้นที่จะต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวและส่งข้อมูลนั้นเข้า server กลางตั้งแต่แรก ทุกประเทศที่ทำแอพ contact tracing เท่าที่สืบค้นได้ล้วนแต่เป็นแอพสมัครใจ บันทึกข้อมูลพิกัดในมือถือ จะขอความยินยอมที่จะใช้ข้อมูลในมือถือของผู้ใช้ เฉพาะเมื่อเกิด “เหตุจำเป็น” เท่านั้น เหตุจำเป็นก็เช่น ผู้ใช้ถูกระบุตัวว่ามีผลตรวจเชื้อเป็นบวก (จนท. จึงมีเหตุผลที่จะอยากรู้ว่า 14 วันที่ผ่านมาไปไหนมาบ้าง เพราะต้องทำกระบวนการสอบสวนโรคจากผู้ป่วย)

ในเมื่อระยะเวลาสอบสวนโรคคือ 14 วัน ทุกประเทศจึงลบข้อมูลอัตโนมัติทุก 14 วันเช่นกัน

แล้วรัฐบาลไทยจะเก็บข้อมูลส่วนตัวเข้า server กลาง โดยอัตโนมัติ และเก็บนานถึง 60 วันไปหาพระแสงอะไร? ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่แค่สู้โควิดแล้ว ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นเลย (แถมไม่บอกอีกว่าหน่วยงานไหนบ้างที่จะเข้าถึงข้อมูลนี้ได้)

อันนี้ยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นในแง่ประสิทธิผลของการช่วยกระบวนการสอบสวนโรคว่า ลำพังการเก็บข้อมูลตอน check-in/check-out ย่อมด้อยประสิทธิผลกว่าเก็บข้อมูล location ตลอดเวลา (ซึ่งวิธีนั้นก็ไม่เที่ยง) เพราะคนเข้าห้างร้านต่างๆ ที่ให้สแกน QR code คิดเป็นเวลาเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นของกิจกรรมตลอดทั้งวันที่ทำ

ในเมื่อวิธีนี้ดูไม่ค่อยมีประสิทธิผลในแง่การช่วยสอบสวนโรค แต่เก็บข้อมูลนานเกินความจำเป็นของการสอบสวนโรค จึงต้องถามดังๆ ตามข้อ 1) อีกทีว่า เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ใครได้ประโยชน์ หน่วยงานไหนบ้างที่จะใช้ข้อมูล และใช้เพื่ออะไร?

3) สิ่งที่ควรเป็น new normal คือการเคารพความเป็นส่วนตัวตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งจะมีผล 27 พฤษภาคมนี้แล้ว หลังจากให้เวลาทุกฝ่ายเตรียมตัวเกือบปี น่าตกใจที่รัฐ ซึ่งต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีกับเอกชน กลับไม่แยแสกฎหมายนี้แม้แต่น้อย สังเกตง่ายๆ จากการพัฒนาและเปิดใช้แอพ “ไทยชนะ” ที่แทบไม่มีอะไรตรงตามบทบัญญัติของกฎหมายเลย ไม่พูดถึงกฎหมายนี้ด้วย สงสัยจะกำลัง “หาช่อง” เลื่อนการบังคับใช้ออกไปจริงๆ ทั้งที่ถ้าจะเลื่อนก็ไม่จำเป็นต้องเลื่อนทั้งฉบับ และยิ่งไม่ควรเลื่อนสำหรับ “หน่วยงานรัฐ” ทั้งหลาย

รออ่านบทความฉบับเต็ม ไม่นานเกินรอนะคะ

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เริ่มวันนี้! ส่องขั้นตอนการใช้งาน “ไทยชนะ” สำหรับ ลูกค้า-ผปก. ต้องทำอย่างไรบ้าง?

ฟู้ดแพนด้า 30 คน มึนตึ้บ โดนแกล้งสั่งอาหารอื้อ

Developed by sarunyacrop