หนุ่มโพสต์บทความของชาวสิงคโปร์ สุดทึ่ง! มาตรการป้องกันโควิด-19 ไทย

หนุ่มโพสต์บทความของชาวสิงคโปร์ สุดทึ่ง! มาตรการป้องกันโควิด-19 ไทย

สุดทึ่ง! ชาวสิงคโปร์มาเมืองไทยเขียนบทความชื่นชมมาตรการป้องกันโควิด-19 แดนสยาม เปรียบเทียบระหว่าง 2 ประเทศ ชี้ กรุงเทพฯ สุดปลอดภัย!!

หนุ่มไทยรายหนึ่ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชื่อ “ขุนนารถ” ซึ่งเป็นบทความของชาวสิงคโปร์คนหนึ่งที่มาเมืองไทย ได้เขียนบรรยายเปรียบเทียบมาตรการป้องกัน โควิด-19 ของทั้ง 2 ประเทศ โดยถอดบทความเป็นภาษาไทย ว่า

ความคิดเห็นเขียนโดยชาวสิงคโปร์ที่มาเมืองไทยเปรียบเทียบมาตรการป้องกัน COVID-19 ระหว่างสองประเทศ

“กัลยาณมิตรทางเฟซบุ๊กครับ กรุณาอ่านเมื่อท่านว่างจริงๆ และท่านชอบผมจริงๆ เพราะภรรยาบอกว่าผมช่างติดลม

ผมงงมากที่ชาวสิงค์โปร์จำนวนไม่น้อยหูหนวกตาบอดและคิดว่าการอยู่ในสิงคโปร์ปลอดภัยกว่าการเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาการระบาดของไวรัสโควิด-19

ผมเพิ่งไปกรุงเทพฯ และรู้สึกมั่นใจที่จะบอกว่าผมไม่เคยรู้สึกปลอดภัยยิ่งกว่านี้เลย ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยและคนไทยเผยแพร่ความรู้และเตรียมรับมือได้ดีกว่ารัฐบาลของผมอย่างมากทีเดียว

ผมเชื่อมั่นว่า การป้องกันไว้ดีกว่าแก้ จริงอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์มีโรงพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์ชั้นยอดที่สุดในภูมิภาคนี้และได้รับการยกย่องในเรื่องนี้ในช่วงมีการระบาดของโรค แต่ก็ขาดหน่วยงานการป้องกัน หากมีแผนมาตรการการป้องกันที่ดีก็ไม่ต้องกังวลมากกับมาตรการการแก้ไข ผมพูดถูกมั้ย

แต่ที่กรุงเทพฯ นี้ ทำให้ผมทึ่งมากวินาทีที่ก้าวออกจากเครื่องบินได้เห็นน้ำยาล้างมือวางอยู่ทุกมุมเลย ทุกห้องสุขา ทุกเคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง แต่ในประเทศของผมนะหรือ เราต้องหาซื้อเอาเองใน “ตลาดมืด” น้ำยาทำความสะอาดที่สายพานรับกระเป๋า หรือ”จิ๊ก”เอาจากเคาน์เตอร์โชว์ของโบอิ้ง ถามตัวคุณเองดูสิว่าทำไม? หรือเพราะความเห็นแก่ตัวของพวกกักตุนสินค้า?

เมื่อเข้าไปถึงใจกลางของกรุงเทพฯ ทุกทางเข้าห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีคนหนาแน่นจะมีจุดคัดกรองพร้อมเครื่องวัดอุณหภูมิกับน้ำยาล้างมือพร้อมบริการทุกคน ในห้างหรูจะมีเจ้าหน้าที่ยินบริการกดน้ำยาใส่มือให้โดยที่เราไม่ต้องใช้มือสัมผัสอะไรเลย แม้แต่ห้างเล็กๆ ไม่มีชื่อเสียงก้อจัดไว้บริการทุกคน

ส่วนแถบชานเมืองของประเทศไทยละ ยิ่งน่าทึ่งหนักเข้าไปอีก ผมไปกาญจนบุรีเพื่อไปดูสะพานมรณะข้ามแม่น้ำแคว ก่อนที่เราจะไปขึ้นรถไฟโบราณ เราเข้าไปชานชาลาสถานีรถไฟโบราณ นายสถานีกับผู้ช่วยของเขาเดินแจกหน้ากากอนามัยฟรีให้กับทุกคนพร้อมกับกดน้ำยาล้างมือให้ทุกคน

ผมมองหน้าภรรยาแบบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ในสิงคโปร์ เราต้องซื้อหน้ากากอนามัยราคาชิ้นละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เราต้องใช้อย่างจำกัดจำเขี่ย หรือก้อไม่ใช้เลย เพราะรัฐบาลประกาศทางทีวีว่าให้ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อเราป่วย

เหมือนว่าถูกสอนให้เรารู้สึกอายที่จะใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเราไม่ป่วย นี่มันอะไรกัน? ทำไมเราต้องรอให้มีคนบอกเราเมื่อไหร่ต้องป้องกันตัวเราเอง? หรือเราต้องแจ้งทางการและรอให้บอกเราว่าจะทำอะไรเมื่อไหร่? เพราะเวลานี้ที่สงสัยว่าไวรัสนี้แพร่ระบาดได้ทางลมหายใจ

มันจะยังไงถ้าว่าเรามีระบบสาธารณสุขที่เยี่ยมยอด? ถ้าเรามีอัตราการหายโรคที่ดีที่สุด? หรือสามารจ่ายค่าชดเชย 100ดอลลาร์ต่อวัน? ทั้งหมดนี้ไม่จำเป็นเลยหากเรามีมาตรการและแผนป้องกันตั้งแต่ต้น

โปรดอย่าทำให้เราเป็นชาติ “ขี้จุกตูด” และคิดว่าเพราะเราเป็นชาติที่ดีที่สุดในทุกด้านในภูมิภาคนี้ เพราะน่าเศร้าที่แท้จริงแล้วเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น การแก้ไขคือการวางแผนที่จะล้มเหลวในการระบาดของโรคนี้ ผมกังวลใจสำหรับตัวเองและคนใกล้ชิดรอบตัว

กัลยาณมิตรทุกท่าน และชาวสิงคโปร์ทุกท่าน.. ท่านคิดว่าท่านปลอดภัยในสิงคโปร์หรือ? ใช่ครับ อาจเป็นได้ถ้าท่านกักตัวเองอยู่ภายในบ้านพร้อมเสบียงอาหาร 1 ปี หมี่แม็กกี้ และอาหารกระป๋อง

ขณะนี้ผมกำลังเหินฟ้าออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ผมหวาดกลัวที่จะเดินทางกลับไปสิงคโปร์ จากแดนสวรรค์ที่ปลอดภัยแห่งนี้..”

ชาวสิงคโปร์เขียนชมประเทศไทย
ถอดความเป็นภาษาไทย เพื่อความภาคภูมิใจ

โดย ดร.บรรจง ชมภูวงศ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อโพสต์ดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวโซเชียลจำนวนมากได้เข้ามากดไลก์กดแชร์กันมากกว่า 5,000 ครั้ง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย มีทั้งชื่นชมรัฐบาลและมองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความตื่นตัวของประชาชนในประเทศก็มีส่วนสำคัญ

 

 

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

Developed by sarunyacrop