“หมู่เกาะเคย์แมน” ติดอันดับ 1 แหล่งซุกเงินมหาเศรษฐี บริษัทกว่าหมื่นแห่งตั้งถิ่นฐานเซฟเงินเทาๆ ระดับโลก
สำนักข่าวต่างประเทศ Voice os America หรือ VOA รายงานข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ โดยระบุว่า หมู่เกาะเคย์แมนปัจจุบัน ที่เป็นอาณานิคมโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร มีเมืองหลวงคือ จอร์จทาวน์ และถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคแคริบเบียน

มีรายงานการศึกษาขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Tax Justice Network (TJN) ระบุว่า หมู่เกาะเคย์แมน ในทะเลแคริบเบียน ซึ่งอยู่ในการปกครองของอังกฤษ คือสถานที่ที่ช่วยมหาเศรษฐีทั่วโลกใช้ซุกซ่อนเงินและฟอกเงินมากที่สุด ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์
จากผลการศึกษาซึ่งสำรวจระบบการเงินและกฎหมายของประเทศต่าง ๆ ว่าเอื้อต่อการซุกซ่อนเงิน ฟอกเงิน หรือหลบเลี่ยงภาษีมากน้อยแค่ไหน พบว่า หมู่เกาะเคย์แมน ซึ่งใกล้กับคิวบา ได้รับการจัดอันดับเป็นสถานที่ที่ถูกใช้ในการซุกซ่อนความลับทางการเงินมากที่สุด และยังเป็นที่ตั้งของบริษัทเปลือกนอกมากกว่า 100,000 แห่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของเกาะดังกล่าว
รายงานดังกล่าวยังชี้ว่า หมู่เกาะเคย์แมนคือส่วนหนึ่งของ “เครือข่ายใยแมงมุม” ของอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลกรุงลอนดอนมีอำนาจควบคุมด้านกฎหมาย และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้บริหารเกาะนั้นด้วย โดยทางรัฐบาลอังกฤษระบุว่า หมู่เกาะเคย์แมนได้รับอนุญาตให้กำหนดอัตราภาษีของตัวเอง ตามนโยบายผลักดันให้เกิดความโปร่งใสด้านภาษีทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม นอกจากหมู่เกาะเคย์แมนแล้ว สหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์ ก็ถูกจัดอยู่ที่อันดับ 2 และ 3 ของแหล่งที่ถูกใช้ในการซุกซ่อนความลับทางการเงินมากที่สุด โดยที่รัฐบาลอเมริกันไม่มีการควบคุมการไหลออกของเงินผิดกฎหมายที่ดีพอ และอนุญาตให้มีการจัดตั้งบริษัทเปลือกนอกมากมายในบางรัฐ ส่วนในกรณีของสวิตเซอร์แลนด์ รายงานชี้ถึงระบบการแชร์ความลับลูกค้าของธนาคารต่าง ๆ ที่ยังไม่โปร่งใสและไม่เท่าเทียมกัน

สำหรับสถานที่แห่งนี้มีหลายปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุน และเจ้าของกิจการทั่วโลก เช่นการไม่เก็บภาษีรายได้นิติบุคคล กำไรจากผลประกอบการ หรือการลงทุน โดยดินแดนแห่งนี้ถือเป็น No-tax Jurisdiction หรือดินแดนปลอดภาษีบริษัทจดทะเบียนไม่มีข้อผูกมัดระเบียบการรายงานต่อรัฐบาล และเกณฑ์มาตรฐานการประชุมของคณะกรรมการ นอกจากนี้ หมู่เกาะเคย์แมน ยังมีกฎหมายรักษาความลับข้อมูลทางธุรกิจ และธุรกรรมการเงินของกิจการบริษัทต่างประเทศ หรือธนาคารคล้ายกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ หลายบริษัทในประเทศไทยก็มีไปจดทะเบียนที่หมู่เกาะแห่งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอื้อต่อบริษัทข้ามชาติจากนานาประเทศ..ความง่าย ความสะดวกสบาย และผลประโยชน์ทางภาษีทำให้บริษัทชื่อดังทั่วโลก มีสาขาย่อยที่หมู่เกาะเคย์แมน กลายมาเป็นส่วนสำคัญที่ดึงดูดทั้งนักลงทุน รวมไปถึงอาชญากรรมทางการเงิน..จากผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศที่ 115,000 ล้านบาท สัดส่วน 91.3% หรือ 105,000 ล้านบาทมาจากธุรกิจการบริการ โดยประกอบด้วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และการท่องเที่ยวเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่อปี บนหมู่เกาะแห่งนี้มีเพียง 5 แสนกว่าคน เมื่อเทียบกับจังหวัดภูเก็ตที่มีนักท่องเที่ยวประมาณ 9.8 ล้านคน แสดงให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอาจไม่ได้เน้นธุรกิจการท่องเที่ยว แต่มาจากธุรกิจการเงิน และการธนาคาร
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
“บิล เกตส์” รวย 1.1 แสน ล.ดอลล์ แชมป์มหาเศรษฐีโลก แซงหน้า “เจฟฟ์ เบซอส”
