The New York Times ทำรายวิเคราะห์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทยราคาถูกกว่าอีกหลายประเทศในเอเชีย แต่อาคารสูงเหล่านั้นกำลังที่จะมาเบียดบังชุมชนเก่าจนสูญเสียวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมสมัยก่อน
เว็บไซต์ นสพ.The New York Times สหรัฐอเมริกาทำสกู๊ฟรายงานพิเศษเกี่ยวกับประเทศไทยในหัวข้อเรื่อง “High-Rises Are on the Horizon for Bangkok’s Chinatown” เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 โดยกล่าวว่าย่านเยาวราชและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นชุมชนย่านการค้าอันเก่าแก่ของคนจีนในเมืองไทย กำลังจะเปลี่ยนไปจากทุนใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ หลังจากมีสถานีรถไฟฟ้าเกิดขึ้น 2 สถานี
เว็บดังกล่าวอ้างข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ระบุว่า ในปี 2561 ชาวจีนใช้จ่ายกับอสังหาริมทรัพย์ไนไทยสูงถึง 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4 หมื่นล้านบาท เห็นถึงการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย นายไมเคิล โคล (Michael Cole) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ Mingtiandi กล่าวว่าชาวต่างชาติชอบที่จะมาอยู่อาศัยในประเทศไทยเพราะมีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ค่าครองชีพยังต่ำกว่าอีกหลายประเทศในเอเชีย
โคลกล่าวว่าการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยไม่มีทางขาดทุน แม้ว่าดอกผลอาจจะไม่แสดงให้เห็นได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย ในการนำเงินออกมาต่างแดน ทางด้านอัณณพ วงศ์ชุมพิศ (Annop Vongchumpit) รองประธานและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจ บริษัท ดิเอเจ้นท์ (พรอพเพอร์ตี้ เอ็กซ์เพิร์ท) จำกัด เปิดเผยว่า ราคาคอนโดมิเนียมหรูในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 11,000-22,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 3.35-6.71 บาทต่อตารางเมตร
สำหรับคอนโดฯ ย่านทองหล่อหรือชิดลมขนาด 1 ห้องนอน ราคา 416,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 12.6 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 833,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 25.4 ล้านบาท หากอยู่ตามแนวริมแม่น้ำ และ 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 36.6 ล้านบาท สำหรับคอนโดฯ ในย่านถนนวิทยุ ด้าน มิชาเอล บีดัสเซ็ค (Michael Biedassek) ลูกครึ่งไทย-เยอรมนี ผู้บริหารบริษัททัวร์ Bangkokvanguards กล่าวว่า ย่านคนจีน (Chinatown) สมัยใหม่ในยุคนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยเงิน
บีดัสเซ็ค ตั้งข้อสังเกตว่า กรุงเทพฯ พยายามพัฒนาให้ดูเหมือน “ประเทศโลกที่ 1 (first-world country)” หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ไม่มีการรักษาอาคารเก่าแก่ไว้ เป็นเพียงการส่งเสริมการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าและผู้คนที่ร่ำรวยในทุกหนทุกแห่ง เห็นได้จากขณะนี้ย่านเยาวราชและใกล้เคียงได้สูญเสียสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ตลอดจนวิถีชีวิตบนท้องถนนที่ดูวุ่นวายแต่ถักทอไว้ด้วยสายใยแห่งวิถีวัฒนธรรมด้วย ซึ่งเป็นเฉกเช่นเดียวกันกับย่านเก่าแก่อื่นๆ ของกรุงเทพมหานครที่กำลังถูกกำจัดออกไป ภายใต้แนวคิด“ทศวรรษแห่งการพัฒนา (decades of development)”
The New York Times รายงานว่า เมื่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ได้เข้ามารุกรานพื้นที่ใกล้เคียง คนรุ่นใหม่ก็จะออกจากย่านเก่าแก่ที่ตนเองเคยอยู่ จนอาคารเหล่านี้กลายเป็นโกดังเก็บสินค้า หรือไม่ก็ปล่อยทิ้งร้าง จนกระทั่งเวลาผ่านเลยไป การท่องเที่ยวแนวใหม่ตลอดจนไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป อาคารเก่าเหล่านี้ก็นำมาพัฒนาเป็นร้านกาแฟ หรือเกสต์เฮาส์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า เพราะง่ายต่อการเข้าถึงของนักท่องเที่ยว ซึ่งมันเป็นอีกวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนเดิมกับรากเหง้า
“ตลาดใหม่ (Talat Mai market)” ตัวอย่างของชีวิตในย่านเยาวราช ในเวลาก่อนรุ่งสางที่นี่เป็นแหล่งขายเนื้อสัตว์ทั้งหมูและไก่ คนงานเข็นสิ่งของเสียงดัง บรรยากาศคึกคักจอแจ กระทั่งการมาของสถานีรถไฟใต้ดิน มีความเป็นไปได้ที่ตลาดแห่งนี้จะถูกจัดระเบียบเนื่องจากภาพที่เป็นอยู่นั้นดูไม่สวยงาม เช่นเดียวกับ “ย่านเจริญไชย (Charoen Chai)” เป็นอีกหนึ่งจุดที่ได้รับผลกระทบจากสถานีรถไฟใต้ดิน
จากสกู๊ฟรายงานของ The New York Times ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายเกี่ยวกับผังเมือง แต่การบังคับใช้นั้นไม่ค่อยดีนัก
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
