จากการสำรวจพบว่า สังคมไทยในปัจจุบันมีการใช้ยาฟุ่มเฟือยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้ยาในประเทศไทยสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งที่จำนวนประชากรไทยไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้ยา นอกจากนี้นำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ
การใช้ยาฟุ่มเฟือย หรือการใช้ยาหลายขนาน(Polyphamacy) หมายถึงการใช้ยามากกว่าแนวทางเวชปฏิบัติในการรักษาโรค หรือการใช้ยาพร้อมๆ กัน มากกว่าหรือเท่ากับ 5 ขนาน ในการรักษาโรค ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหายาตีกัน เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เกิดโรคแทรกซ้อน และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น
การใช้ยาฟุ่มเฟือย ในสังคมไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร?
การใช้ยาฟุ่มเฟือยมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการจ่ายยาผู้ป่วยนอก การดูแลผู้ป่วยที่หอผู้ป่วยใน รวมถึงการจ่ายยาในร้านขายยา พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มาพบแพทย์มีปัญหาเรื่องการใช้ยาซ้ำซ้อน ใช้ยามากเกินความจำเป็น สังเกตได้จากการที่ยาเดิมเหลืออยู่ปริมาณมาก ไม่ได้รับประทานยาที่รับไปในแต่ละครั้ง หรือมีการเปลี่ยนแปลงวิธีรับประทานยา หยุดยาบางตัวแล้วแต่ยาเดิมยังเหลือ จึงกินซ้ำไปซ้ำมาร่วมกับยาที่แพทย์สั่งให้ปัจจุบัน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายมีการกักตุนยาจากร้านขายยาไว้ใช้ยามเจ็บป่วย ทำให้เกิดปัญหารับประทานยาซ้ำซ้อนหรือยาหมดอายุตามมา
สาเหตุของการใช้ยาฟุ่มเฟือย
1. ประชาชนสามารถซื้อยาได้เองจากร้านขายยา รวมถึงร้านสะดวกซื้อ ซึ่งอาจไม่ได้รับคำแนะนำการใช้ยาที่เหมาะสม
2. ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมักมีโรคประจำตัวหลายอย่าง ต้องใช้ยาหลายชนิด ซึ่งอาจก่อนให้เกิดปัญหายาตีกันได้
3. ผู้ป่วยไปปรึกษาที่สถานที่พยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้แจ้งแพทย์ของแต่ละสถานพยาบาล ทำให้อาจได้รับบาซ้ำซ้อน
แนวปฏิบัติเพื่อลดการใช้ยาฟุ่มเฟือย
1. ใช้ยาให้ตรงตามแพทย์สั่ง
2. ใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น ใช้ยาฆ่าเชื้อเมื่อมีการติดเชื้อเท่านั้น
3. ไม่เข้ารับการรักษาโรคเดียวกับสถานพยาบาลหลายแห่ง เพื่อลดการได้รับยาซ้ำซ้อน ลดปัญหายาตีกัน
4. นำยาที่ใช้ยาไปให้แพทย์ที่รักษาตรวจสอบทุกครั้ง
5. ปรับพฤติกรรมและความเชื่อเป็น “การป้องกันการเกิดโรคดีกว่าการใช้ยา”
6. หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยาให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
ขอขอบคุณข้อมูล : สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร,รามาแชนอล
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
เปลี่ยนนิสัยให้นอนหลับ โดยไม่พึ่งยา
