ศาลปกครองพิพากษาให้คนนครหลวงชนะคดีโรงงาน-ท่าเรือขนถ่านหินแม่น้ำป่าสัก

ศาลปกครองพิพากษาให้คนนครหลวงชนะคดีโรงงาน-ท่าเรือขนถ่านหินแม่น้ำป่าสัก

ศาลปกครองกลางพิพากษา เพิกถอนการอนุญาตกรมเจ้าท่าต่อกิจการท่าเรือถ่านหินในแม่น้ำป่าสักทั้งหมด ประกิจการต้องทำระบบปิดเท่านั้น ให้รื้อถอนท่าเทียบเรือในส่วนที่ล่วงล้ำลำน้ำออกทั้งหมด พร้อมเอาผิดกับผู้ประกอบการ

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ตามที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน พร้อมกับประชาชนในพื้นที่อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 81 คน ได้เข้าร่วมยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ 8 หน่วยงาน เช่น อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อธิบดีกรมเจ้าท่า องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ตั้งแต่ ก.พ.2559

 

 

เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้หน่วยงานเหล่านี้สั่งการควบคุมให้ผู้ประกอบการโรงงาน 51 บริษัท และท่าเรือ 26 แห่ง ริมแม่น้ำป่าสัก ในพื้นที่ อ.นครหลวง แก้ไขปัญหาการประกอบกิจการ ทั้งการขนถ่านหิน คลังสินค้า เป็นระบบปิดทั้งหมด ไม่ปล่อยฝุ่นละออง น้ำเสีย ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านและสิ่งแวดล้อม ให้รื้อถอนท่าเทียบเรือในส่วนที่ล่วงล้ำลำน้ำป่าสักออกทั้งหมด และท่าเรือที่รับหรือทำการขนถ่ายสินค้าจากเรือบรรทุกที่มีนำหนักหรือระวางเกิน 500 ตันกรอส ให้มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเพิกถอนใบอนุญาตท่าเรือที่ฝ่าฝืน พร้อมเอาผิดกับผู้ประกอบการเรือโยงขนสินค้าที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านด้วยนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา เพิกถอนคำสั่งกรมเจ้าท่าที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการท่าเรือขนถ่ายถ่านหินและสินค้าต่าง ๆ ที่มีระวางบรรทุกเกิน 500 ตันกรอสทั้งหมด โดยให้มีผลย้อนหลังไปนับแต่วันที่อนุญาต และหากจะมีการใช้ท่าเรือดังกล่าวต่อไปต้องไปนั้น จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โดยให้ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)เสียก่อน

 

 

และพิพากษาให้อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาใช้อำนาจตาม มาตรตรา 35 ประกอบ มาตรตรา 37 ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 แก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญจากฝุ่นละออง และเสียงดังจากการประกอบกิจการต่างๆทั้งหมด และพิพากษาให้ องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ ใช้อำนาจตาม มาตรตรา 44 มาตรตรา 26 ประกอบ มาตรตรา28 แห่ง พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 แก้ไขเหตุเดือดร้อนรำคาญจากฝุ่นละออง และเสียงดังจากการประกอบกิจการต่างๆทั้งหมดด้วยภายใน 90 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า คดีดังกล่าวถือว่าเป็นชัยชนะของชาวอยุธยา โดยเฉพาะที่มีบ้านเรือนอยู่ในชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ ในอำเภอนครหลวงริมแม่น้ำป่าสัก ที่ทนทุกข์ทรมานกันมานานนับ 10 ปีที่หน่วยงานรัฐปล่อยให้มีกิจการท่าเทียบเรือ การขนถ่ายถ่านหิน แป้งมัน ปุ๋ย ข้าว พืชผลทางการเกษตรต่างๆ โดยไม่มีมาตรการควบคุมปัญหาเลยแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ชาวบ้านเจ็บป่วย เป็นโรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ สิ่งแวดล้อมเสียหาย บ้านเรือนเต็มไปด้วยฝุ่นผงของถ่านหิน แป้งมัน ตลิ่งริมน้ำพังทรุดตัวเสียหาย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นเหตุสำคัญที่อาจก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคกลางรวมทั้ง กทม.อยู่ในขณะนี้ด้วย

Developed by sarunyacrop