‘อนุทิน’เผยรัฐบาลตั้งเป้า ปี2020 ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก

‘อนุทิน’เผยรัฐบาลตั้งเป้า ปี2020 ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก

เสี่ยหนู เผย รัฐบาลตั้งเป้าหมายปี 2020 ประเทศไทยต้องเป็นศูนย์กลางทางสุขภาพ เตรียมส่งเสริมอุตสาหกรรมทางการแพทย์ให้ครบวงจร เพิ่มประเทศเข้ารับการรักษาไม่ต้องมีวีซ่าเป็น13ประเทศ

ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือนโยบาย Medical Hub ครั้งที่ 2/2562
จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า รัฐบาลได้กำหนดให้ปี ค.ศ. 2020 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก และส่งเสริมนวัตกรรมและศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ประเทศ

 

 

รองนายกัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวต่อไปว่า ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3.42 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ 28,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.02 อีกทั้งมีสถานบริการสุขภาพผ่านมาตรฐาน JCI 68 แห่ง ซึ่งมากที่สุดในอาเซียน และติดอันดับ 1 ใน 10 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ทั้งนี้ จึงร่วมมือการทำงานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพิ่มศักยภาพด้านบริการรักษาพยาบาล บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน โดยยกระดับ home stay ที่ได้มาตรฐานให้เป็น Healthy home stay เน้นความสะอาด ปลอดภัย

 

 

และพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพสูงไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป รวมทั้งเตรียมการรองรับการประกาศผลการพิจารณารับรองบริการนวดไทยเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ที่จะมีผลพิจารณาในเดือนธันวาคม 2562

อย่างไรก็ดี นายอนุทินกล่าวต่อว่า ในวันนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้เพิ่มเติมประเทศสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ให้เข้าประเทศไทยเพื่อรับการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าระยะเวลา 90 วัน สำหรับผู้ป่วยและผู้ติดตามรวมไม่เกิน 4 ราย รวมเป็น 13 ประเทศจากเดิมที่มี 11 ประเทศ คือ กลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ 6 ประเทศ กลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งเห็นชอบให้เพิ่มเติมอีก 4 ประเทศได้แก่ เกาหลี เบลเยียม สาธารณรัฐออสเตรีย และนิวซีแลนด์ เป็น 18 ประเทศที่สามารถขอวีซ่าแบบพำนักระยะยาว 10 ปี (Long stay visa) จากเดิมที่มี 14 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา สหรัฐอเมริกา
ตลอดจนมีการเพิ่มประเภทขอวีซ่าแบบใหม่เป็นประเภทรักษาพยาบาล ชนิดใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

 

 

คราวละไม่เกิน 1 ปี เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่เข้ามารักษาพยาบาลในไทย โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในหลักการต่อไป

นอกจากนี้ ในเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร สั่งการให้จัดทำฐานข้อมูลสถานพยาบาลในแต่ละบริการรักษาพยาบาลและบริการ Wellness ที่มีศักยภาพสูงและดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ สปาทางการแพทย์ การแพทย์ทางเลือก โรคหัวใจ กระดูกและกล้ามเนื้อ ทันตกรรม การรักษาผู้มีบุตรยาก โรคมะเร็ง ศัลยกรรม/ศัลยกรรมเสริมสวย/ผ่าตัดแปลงเพศ โรคตาต้อกระจก

รวมทั้งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพให้ไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ กำหนดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง และประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านช่องทางหลักไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ

 

 

นอกจากนี้จะมีการพิจารณาทูตสาธารณสุข เพื่อทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ เป็นตัวแทนประเทศไทยในการชี้แจงข้อมูลด้านสุขภาพรองรับนโยบาย Medical Hub ในประเทศเป้าหมาย 5 ประเทศ ได้มอบให้ฝ่ายเลขาฯ หารือกับกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงาน กพ. และนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

 

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

“อนุทิน” สั่งตั้งศูนย์ฉุกเฉินในภาคใต้ แก้ผลกระทบสุขภาพปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน

 

Developed by sarunyacrop