ความรู้ด้านหนึ่งการรับประทานของหวานทำให้อ้วนและก่อโรคหลายอย่าง แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งของหวานมีสารอาหารที่สำคัญหลาย ๆ ชนิดซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็ทำให้สุขภาพดีได้
ประโยชน์ของขนมหวาน
ผู้ปกครองหลายคนอาจคิดว่าการรับประทานขนมหวานทำให้ลูกน้อยต้องประสบกับปัญหาสุขภาพในอนาคต แต่ของหวานก็มีคุณค่าทางโภชนาการที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน อีกทั้งบางชนิดยังมีไขมันต่ำด้วย เช่น
มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย
ขนมที่ทำจากผลไม้ ทั้งในรูปแบบผลไม้สด ผลไม้แช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง หรือผลไม้อบแห้ง โดยมีหลายเมนูให้เลือกรับประทานอย่างทาร์ตแอปเปิ้ลหรือพายสัปปะรด ซึ่งมีทั้งวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ใยอาหาร โพแทสเซียม แมงกานีส เป็นต้น ทั้งนี้ ควรระมัดระวังน้ำตาลที่เติมลงไปในผลไม้ประเภทอื่นนอกเหนือจากผลไม้สด เพราะอาจกลับกลายเป็นผลเสียต่อร่างกายได้
ช็อกโกแลต หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะอาจช่วยในเรื่องสุขภาพหัวใจได้โดยเฉพาะดาร์ค ช็อกโกแลต เนื่องจากสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ในช็อกโกแลตเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้ และยังช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือดด้วย อุดมไปด้วยแคลเซียมและมีไขมันต่ำ
โยเกิร์ตไขมันต่ำ คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จากนมที่อุดมไปด้วยแคลเซียม สามารถนำมารับประทานพร้อมกับน้ำผึ้ง หรือจะนำไปปั่นรวมกับผลไม้ต่าง ๆ เพื่อดื่มเป็นสมูทตี้ก็ย่อมได้
ของหวานที่มีส่วนผสมของชีสไขมันต่ำ เช่น ฟีต้าชีส มอสซาเรลลาชีส คอตเทจชีส เป็นต้น เป็นแหล่งของแคลเซียมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
นมช็อกโกแลตไขมันต่ำหรือปราศจากไขมัน 1 แก้ว ให้พลังงานเพียง 160 แคลอรี่ และให้แคลเซียมมากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ซึ่งเราสามารถเลือกดื่มได้ตามใจชอบทั้งแบบร้อนหรือแบบเย็น
สุขภาพดีด้วยการรับประทานอย่างถูกวิธี
แม้ของหวานดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ หากบริโภคมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ตามมา โดยเคล็ดลับดังต่อไปนี้อาจช่วยให้หลายคนเพลิดเพลินกับขนมแสนอร่อยควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีได้
• รับประทานช็อกโกแลตในปริมาณน้อย ๆ ในแต่ละมื้อ
• เลือกใช้นมข้นจืดที่ปราศจากไขมัน ซึ่งเหมาะแก่การประกอบอาหารทั้งของคาวและของหวาน
• เพิ่มวัตถุดิบที่มีพร้อมด้วยใยอาหารอย่างถั่ว ลูกเกด หรือกราโนล่า
• อ่านฉลากโภชนาการบนผลไม้กระป๋องและห่อขนมหวาน และควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปอย่างน้ำตาลทราย น้ำตาลข้าวโพดหรือน้ำตาลฟรุคโตสในปริมาณต่ำ
• หันมาดื่มชาสมุนไพรที่ปราศจากคาเฟอีนแทนกาแฟใส่นมหรือครีมเทียม โดยชาเปปเปอร์มินต์หรือน้ำขิงอาจช่วยให้ดื่มด่ำกับของหวานตรงหน้า ช่วยในการย่อยอาหาร แถมยังทำให้หลับสบายอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สุขภาพดีของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เนื่องจากบางรายอาจต้องระวังในเรื่องของกลูเตนหรือโปรตีน บางคนอาจกังวลเกี่ยวกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลที่บริโภคในแต่ละมื้อ ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรเลือกรับประทานของหวานที่เหมาะสมกับตนเองภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือนักโภชนาการ รวมถึงหมั่นดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยและโรคภัยต่าง ๆ
ขอขอบคุณ : pobpad
