“ไก่สุขใจ” โมเดลเกษตรยั่งยืน ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

“ไก่สุขใจ” โมเดลเกษตรยั่งยืน ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ สร้างโอกาสเกษตรกรไทย

“ไก่สุขใจ” โมเดลเกษตรยั่งยืน ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ สร้างรายได้เกษตรกร และขับเคลื่อนห่วงโซ่อาหาร

จากแนวคิดสวัสดิภาพสัตว์ สู่การออกแบบห่วงโซ่อาหารที่คำนึงถึงสัตว์ เกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ผ่านเครือข่าย “ไก่สุขใจ” ที่เตรียมยกระดับสู่มาตรฐาน Organic & Animal High Welfare

เมื่อพูดถึงความยั่งยืนในภาคเกษตรและอาหาร ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการใช้สารเคมี การจัดการทรัพยากร หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงคำถามว่า อาหารที่เราบริโภคถูกผลิตขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่รับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตและผู้คนในห่วงโซ่อุปทานมากน้อยเพียงใด

หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือ “กลุ่มไก่สุขใจ” เครือข่ายเกษตรกรที่พัฒนารูปแบบการเลี้ยงไก่โดยให้ความสำคัญกับ Animal High Welfare หรือมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ระดับสูง ภายใต้โครงการ Healthier Chicken Thailand ดำเนินงานโดย ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง และได้รับการสนับสนุนจาก World Animal Protection ประเทศไทย

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มอง “ไก่” เพียงในฐานะวัตถุดิบอาหาร แต่พยายามออกแบบระบบการผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของสัตว์ควบคู่กับความเป็นอยู่ของเกษตรกรและความต้องการของผู้บริโภค

เปลี่ยนจาก “เลี้ยงให้โตเร็ว” สู่การเลี้ยงที่สอดคล้องกับธรรมชาติ

หัวใจสำคัญของระบบดังกล่าวอยู่ที่การเลือกสายพันธุ์และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับพฤติกรรมตามธรรมชาติของไก่

โครงการเลือกใช้ ไก่โคราช ซึ่งเป็นไก่ลูกผสมที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีลักษณะทางกายภาพ เช่น ขายาว ปีกยาว และมีเล็บสำหรับยึดเกาะ จึงเหมาะกับการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตในพื้นที่กลางแจ้ง

รูปแบบการเลี้ยงตามแนวทางสวัสดิภาพสูงเปิดโอกาสให้ไก่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น คุ้ยเขี่ยพื้น กระโดด บินขึ้นเกาะคอน และออกไปอยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง โดยไม่ขลิบปาก ไม่ตัดเล็บ และหลีกเลี่ยงการเลี้ยงในพื้นที่แออัด

ประเด็นนี้สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจากการมุ่งประสิทธิภาพด้านการผลิตเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิตสัตว์ตลอดวงจรการผลิต

จากสวัสดิภาพสัตว์ สู่มิติ Social ในระบบ ESG

หากมองผ่านกรอบ ESG เรื่อง “ไก่สุขใจ” มีมิติทางสังคมที่น่าสนใจอย่างชัดเจน เพราะการเปลี่ยนวิธีเลี้ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฟาร์ม แต่เกี่ยวข้องกับการสร้างโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อาหารที่มีมาตรฐานสูงขึ้น

โครงการเริ่มต้นในปี 2565 จากความร่วมมือระหว่าง ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง กับคิดดีฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มต้นแบบ ก่อนขยายเครือข่ายเป็น 11 ฟาร์ม ในจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ และนครปฐม โดยเครือข่ายสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตไก่รวมกันมากกว่า 20,000 ตัวต่อปี ตามข้อมูลของ Greenery

ในปี 2569 เกษตรกรทั้ง 11 ฟาร์มได้รวมตัวกันจัดตั้ง “กลุ่มไก่สุขใจ” และเตรียมพัฒนาฟาร์มเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐาน PGS ไก่สุขใจ เพื่อยกระดับจากระบบ Animal High Welfare ไปสู่แนวทาง Organic & Animal High Welfare อย่างเต็มรูปแบบ

ในมุม ESG นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการผลิตสินค้าเกษตรทางเลือก แต่ยังสะท้อนการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร การกระจายรายได้ในท้องถิ่น และการพัฒนาศักยภาพของผู้ผลิตรายย่อยให้สามารถเข้าสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความรับผิดชอบมากขึ้น

ผู้บริโภคต้องการรู้มากขึ้นว่า “อาหารมาจากไหน”

อีกประเด็นที่เชื่อมโยงกับ ESG คือ ความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน

ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้พิจารณาเพียงราคาและรสชาติ แต่ให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบ วิธีการผลิต ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

ข้อมูลจาก Greenery ระบุว่าแนวทางของกลุ่มไก่สุขใจให้ความสำคัญกับการตรวจสอบแหล่งที่มาและกระบวนการเลี้ยง ขณะที่การพัฒนาระบบ PGS ไก่สุขใจมีเป้าหมายในการสร้างกลไกการรับรองที่เชื่อมโยงกับเกษตรกรและผู้บริโภคมากขึ้น

เรื่องนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจอาหาร โรงแรม ร้านอาหาร และองค์กรที่ต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพราะการจัดซื้อวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กร

จากฟาร์มเล็ก สู่ห่วงโซ่อาหารที่มีเป้าหมายใหญ่ขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจของโมเดล “ไก่สุขใจ” คือการพยายามเชื่อมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้พัฒนาสายพันธุ์ นักวิจัย ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริโภค

สำหรับการขยายผลในอนาคต ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีแผนความร่วมมือผ่าน MOU เพื่อขับเคลื่อนใน 3 ด้าน ได้แก่ การวิจัยด้านสุขภาพเพื่อสร้างข้อมูลสำหรับผู้บริโภค การเพิ่มองค์ความรู้ให้เกษตรกร และการขยายเครือข่ายไปยังภาคการศึกษา กลุ่มเกษตรกร ธุรกิจขนส่ง ผู้จัดจำหน่าย ภาครัฐ และภาคเอกชน

หากทำได้ตามเป้าหมาย โมเดลนี้จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเปลี่ยนวิธีเลี้ยงไก่ แต่เป็นการพัฒนา ระบบนิเวศของห่วงโซ่อาหาร ที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีบทบาทร่วมกัน

ESG อาจเริ่มต้นได้จากสิ่งที่อยู่บนจาน

กรณีของ “ไก่สุขใจ” สะท้อนให้เห็นว่า ESG ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่เฉพาะในรายงานความยั่งยืนของบริษัทขนาดใหญ่

เพราะทุกครั้งที่องค์กรเลือกวัตถุดิบ เลือกซัพพลายเออร์ หรือออกแบบระบบจัดซื้อ ลอบ ขณะที่การสร้างตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยก็ช่วยให้มิติ Social เก้วนสามารถสร้างผลกระทบต่อคน สัตว์ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้

การยกระดับสวัสดิภาพสัตว์จึงสามารถมองได้ในฐานะหนึ่งในองค์ประกอบของ Responsible Sourcing หรือการจัดซื้อจัดหาที่มีความรับผิดชอบ ขณะที่การสร้างตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยก็ช่วยให้มิติ Social เกิดขึ้นจริงในห่วงโซ่อุปทาน

ท้ายที่สุด ความยั่งยืนของระบบอาหารอาจไม่ได้วัดจากสิ่งที่เกิดขึ้น “บนจาน” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นทางว่า อาหารหนึ่งมื้อถูกผลิตขึ้นอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ และมีใครหรือสิ่งใดต้องแบกรับต้นทุนจากกระบวนการผลิตนั้นบ้าง

“ไก่สุขใจ” จึงเป็นอีกกรณีศึกษาที่ชวนให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคมองเห็นว่า การสร้างระบบอาหารที่รับผิดชอบสามารถเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในระดับฟาร์ม และค่อย ๆ ขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลงของทั้งห่วงโซ่อุปทานได้

ที่มา : greenery

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : ทำไมอาหารใกล้หมดอายุถึงยังขายได้? – ESG Universe

Developed by sarunyacrop