คนไทยว่างงานแตะ 4 แสนคน สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส จบปริญญาตรีว่างงานสูงสุด จับตาคนตกงานยาวเพิ่ม 11.3%

คนไทยว่างงานแตะ 4 แสนคน สูงสุดรอบ 7 ไตรมาส จบปริญญาตรีว่างงานสูงสุด จับตาคนตกงานยาวเพิ่ม 11.3%

ตลาดแรงงานไทยไตรมาส 2 ปี 2569 กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตา แม้ภาพรวมการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ว่างงานกลับขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4 แสนคน เพิ่มขึ้น 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95% สูงขึ้นจาก 0.91% ในช่วงเดียวกันของปี 2568 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส

ข้อมูลจากรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2/2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังสะท้อนอีกด้านของตลาดแรงงานที่ต้องจับตา ทั้งกลุ่มคนที่เคยทำงานมาก่อนแล้วกลับมาว่างงาน ผู้ว่างงานระยะยาว รวมถึงกำลังซื้อของแรงงานที่ถูกกดดันจากค่าจ้างที่แท้จริงลดลง

คนเคยมีงานทำ กลับเข้าสู่ภาวะว่างงานเพิ่มเกือบ 50%

เมื่อเจาะลงไปในผู้ว่างงาน พบว่า กลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวน 2.06 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 49.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้ว่างงานซึ่งไม่เคยทำงานมาก่อนมี 1.86 แสนคน ลดลง 18.6%

ในกลุ่มผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน สาเหตุ 41.1% มาจากการลาออกจากงาน โดยผู้ว่างงานกลุ่มนี้มาจากสาขาค้าส่งและค้าปลีก 22.1% และภาคการผลิต 20.1%

ตัวเลขดังกล่าวทำให้สถานการณ์รอบนี้น่าสนใจ เพราะการเพิ่มขึ้นของผู้ว่างงานไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมากในกลุ่มที่เคยมีงานทำอยู่แล้ว

ตกงานเกิน 1 ปี เพิ่มเป็น 8.1 หมื่นคน

อีกตัวเลขหนึ่งที่ต้องจับตาคือ ผู้ว่างงานระยะยาว หรือผู้ที่ว่างงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป มีจำนวนประมาณ 8.1 หมื่นคน เพิ่มขึ้น 11.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมมีประมาณ 2.9 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานในระบบ 2.37% เพิ่มขึ้นจาก 2.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

สภาพัฒน์ยังรายงานถึงกลุ่ม “ผู้เสมือนว่างงาน” หรือผู้มีงานทำแต่มีชั่วโมงการทำงานต่ำ โดยมีจำนวนประมาณ 2.2 ล้านคน สะท้อนว่าการประเมินตลาดแรงงานอาจไม่สามารถดูเฉพาะจำนวน “มีงาน” และ “ไม่มีงาน” เท่านั้น

จบอุดมศึกษา อัตราว่างงานสูงสุด 1.70%

หากพิจารณาตามระดับการศึกษา กลุ่มผู้จบระดับอุดมศึกษามี อัตราการว่างงานสูงสุดที่ 1.70% ซึ่งเป็นอีกสัญญาณที่สะท้อนโจทย์เรื่องความสอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของตลาดงาน

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่โครงสร้างธุรกิจกำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และรูปแบบการทำงานใหม่ ทำให้โจทย์ของตลาดแรงงานไม่ได้อยู่เพียงการสร้างตำแหน่งงาน แต่รวมถึงการพัฒนาทักษะที่สามารถตอบโจทย์งานที่กำลังเกิดขึ้นด้วย

มีงานทำเพิ่มเป็น 41.5 ล้านคน แล้วทำไมว่างงานยังเพิ่ม?

อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขตลาดแรงงานไม่ได้แย่ทั้งหมด

ไตรมาส 2/2569 ประเทศไทยมีผู้มีงานทำประมาณ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการจ้างงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 6.5% และนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 4.5%

สาขาที่มีการจ้างงานเพิ่ม ได้แก่ ก่อสร้าง 8.3% โรงแรมและภัตตาคาร 5.8% ค้าส่งและค้าปลีก 2.9% และการผลิต 0.4%

จึงเกิดภาพที่น่าสนใจว่า “คนมีงานทำเพิ่มขึ้น” และ “คนว่างงานเพิ่มขึ้น” สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เนื่องจากขนาดและองค์ประกอบของกำลังแรงงาน รวมถึงการเคลื่อนย้ายเข้า-ออกจากงานเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน

มีงานแล้วก็ยังเจอโจทย์ “รายได้”

นอกจากเรื่องการว่างงาน รายได้ของแรงงานก็เป็นอีกสัญญาณที่ต้องติดตาม

ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานไทยในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 15,937 บาทต่อคนต่อเดือน ลดลง 0.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อคำนึงถึงเงินเฟ้อที่ 2.70% พบว่า ค่าจ้างที่แท้จริงลดลง 2.88%

หมายความว่า แม้คนจำนวนมากยังมีงานทำ แต่กำลังซื้อจากรายได้ของแรงงานบางส่วนกำลังถูกกดดันจากค่าครองชีพ

ภาพตลาดแรงงานไทยในไตรมาสนี้จึงมีความซับซ้อนกว่าคำว่า “การจ้างงานดีขึ้น” หรือ “คนตกงานเพิ่มขึ้น” เพียงด้านใดด้านหนึ่ง

เพราะในเวลาเดียวกัน ไทยกำลังเผชิญทั้ง ผู้ว่างงานประมาณ 4 แสนคน ผู้ว่างงานระยะยาว 8.1 หมื่นคน ผู้เสมือนว่างงาน 2.2 ล้านคน และค่าจ้างที่แท้จริงที่ลดลง ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำโดยรวมกลับเพิ่มขึ้น

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของตลาดแรงงานในช่วงต่อจากนี้ว่า ประเทศไทยจะสร้างงานที่ไม่เพียงมี “จำนวน” เพียงพอ แต่มีทั้ง ทักษะ รายได้ และคุณภาพการจ้างงาน ที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจได้มากเพียงใด

ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) – รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2/2569 และสำนักงานสถิติแห่งชาติ

รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2/2569 – สภาพัฒน์

Developed by sarunyacrop