แผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติที่สามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะได้ เช่นเดียวกับหลายเมืองทั่วโลกที่ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบแจ้งเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเทศไทยควรเร่งพัฒนามาตรฐานอาคารให้ทนต่อแผ่นดินไหว นำเทคโนโลยี AI และเซ็นเซอร์อัจฉริยะมาใช้ พร้อมวางแผนเมืองอย่างยั่งยืน เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
หลายเมืองที่เคยประสบภัยแผ่นดินไหวสามารถฟื้นฟูและพัฒนาไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทเรียนจากเมืองเหล่านี้สามารถนำมาเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศไทยซึ่งมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวในอนาคตได้
ตัวอย่างเมืองที่ฟื้นตัวและพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะ

เมืองโกเบ (Kobe) ประเทศญี่ปุ่น
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชิน-อาวาจิ (Great Hanshin Earthquake) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2538 มีขนาด 6.9 แมกนิจูด ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,400 ราย และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเมืองโกเบ แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ เมืองโกเบได้ใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเมืองให้ก้าวหน้าขึ้น ปัจจุบัน โกเบเป็นเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง และเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการแพทย์ของญี่ปุ่น
แนวทางการฟื้นฟู
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาทางด่วน ระบบขนส่งสาธารณะ และการก่อสร้างอาคารที่สามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น
- จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ Kobe Biomedical Innovation Cluster เพื่อส่งเสริมให้เมืองเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับโลก
- นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) มาใช้ในการตรวจจับแรงสั่นสะเทือนล่วงหน้า และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ

เมืองไครสต์เชิร์ช (Christchurch) ประเทศนิวซีแลนด์
แผ่นดินไหวขนาด 6.3 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 185 ราย และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ทางรัฐบาลและประชาชนได้ร่วมมือกันสร้างเมืองใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม จนไครสต์เชิร์ชได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมืองอัจฉริยะด้านความยั่งยืนที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก
แนวทางการฟื้นฟู
- เปลี่ยนเมืองให้เป็น “Green & Smart City” โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น เช่น อาคารที่สามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้
- ใช้ระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะ (Smart Sensors) ตรวจจับแรงสั่นสะเทือนและน้ำท่วม
- ออกแบบพื้นที่เมืองใหม่ให้เป็นเมืองที่เดินได้ (Walkable City) และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

เมืองเม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) ประเทศเม็กซิโก
แผ่นดินไหวขนาด 8.1 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2528 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10,000 ราย และทำให้อาคารถล่มหลายร้อยแห่ง เมืองเม็กซิโกซิตี้จึงต้องพัฒนาแนวทางการป้องกันแผ่นดินไหวที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบัน เม็กซิโกซิตี้เป็นเมืองที่มีระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวที่ทันสมัย และได้รับการยกย่องจากหลายประเทศให้เป็นต้นแบบ
แนวทางการฟื้นฟู
- พัฒนาระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหว SASMEX (Seismic Alert System of Mexico) ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวที่รวดเร็วที่สุดในโลก
- นำระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI มาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างอาคารที่แข็งแรงขึ้น
- สร้างอาคารสีเขียว (Green Buildings) ที่สามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บทเรียนและแนวทางสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยตั้งอยู่บนรอยเลื่อนแผ่นดินไหวหลายแห่ง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวในอนาคต การเตรียมความพร้อมและการวางแผนฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติเป็นสิ่งสำคัญ แนวทางที่ควรพิจารณามีดังนี้
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น
- ออกแบบและก่อสร้างอาคารที่สามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้
- ปรับปรุงอาคารเก่าให้มีความแข็งแรงมากขึ้น
- การใช้เทคโนโลยีในการเตือนภัย
- นำระบบเซ็นเซอร์และ AI มาใช้ในการตรวจจับและแจ้งเตือนแผ่นดินไหวล่วงหน้า
- พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติที่สามารถแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันมือถือและเครือข่ายโทรคมนาคม
- การวางแผนเมืองอย่างยั่งยืน
- ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มพื้นที่สีเขียว
- ออกแบบเมืองให้เอื้อต่อการเดินและการใช้จักรยาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่
- การสร้างความตระหนักรู้และการเตรียมพร้อมของประชาชน
- จัดอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว
- สนับสนุนให้ประชาชนเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม และยาสามัญประจำบ้าน
แม้แผ่นดินไหวจะเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การวางแผนรับมืออย่างมีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดความสูญเสียและฟื้นฟูเมืองให้กลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมได้ บทเรียนจากเมืองต่างๆ ทั่วโลกแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่เพียงแต่ช่วยรับมือกับภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนอีกด้วย ประเทศไทยจึงควรเร่งพัฒนาแนวทางป้องกันและฟื้นฟูเมืองให้สามารถรับมือกับแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต
ที่มาภาพ : https://www.vacationistmag.com/newzealand/