ทำไมอาหารใกล้หมดอายุถึงยังขายได้? เบื้องหลังป้ายลดราคา ที่อาจช่วยลด Food Waste
เคยสังเกตไหมว่าเวลาเดินซูเปอร์มาร์เก็ต เรามักจะเห็นอาหารบางประเภทติดป้าย “ลดราคา” โดยเฉพาะสินค้าที่ใกล้ถึงวันที่ระบุบนฉลาก หลายคนอาจเดินผ่านเพราะคิดว่า “ใกล้หมดอายุแล้ว จะยังกินได้ไหม?” ขณะที่อีกหลายคนมองว่านี่คือโอกาสในการซื้อของดีในราคาที่ถูกลง แต่เบื้องหลังป้ายลดราคาเหล่านี้มีประเด็นที่น่าสนใจกว่าการประหยัดเงิน เพราะการนำอาหารที่ใกล้หมดอายุมาขายก่อนถึงวันที่กำหนด ยังเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ธุรกิจสามารถใช้เพื่อลดปริมาณ Food Waste หรือขยะอาหาร ได้
อาหารใกล้หมดอายุไม่ได้แปลว่า “หมดอายุแล้ว”
สิ่งแรกที่ควรแยกให้ออกคือคำว่า “ควรบริโภคก่อน” (Best Before) กับ “หมดอายุ” (Expiration Date) ไม่ได้หมายความเหมือนกัน
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อธิบายว่า “ควรบริโภคก่อน” เป็นวันที่บอกช่วงเวลาที่อาหารยังคงคุณภาพที่ดีตามเงื่อนไขการเก็บรักษา ส่วน “หมดอายุ” หมายถึงวันที่สิ้นสุดคุณภาพของอาหารตามที่กำหนดไว้
ดังนั้น อาหารที่ยังไม่ถึงวันหมดอายุและได้รับการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม จึงสามารถวางจำหน่ายได้ แต่ผู้บริโภคควรอ่านฉลากและตรวจสอบวันหมดอายุ รวมถึงสภาพของอาหารก่อนซื้อทุกครั้ง
พูดง่าย ๆ คือ “ใกล้หมดอายุ” ไม่ได้เท่ากับ “หมดอายุแล้ว”
แล้วทำไมร้านค้าต้องรีบขาย?
สำหรับร้านค้า อาหารที่เหลืออยู่บนชั้นวางไม่ได้มีแค่ต้นทุนของตัวสินค้า แต่ยังรวมถึงต้นทุนในการผลิต ขนส่ง จัดเก็บ และบริหารพื้นที่ขายด้วย หากสินค้าถูกปล่อยให้เลยช่วงเวลาที่สามารถจำหน่ายได้ สุดท้ายอาหารเหล่านั้นอาจกลายเป็นของเสีย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังมีคุณค่าและสามารถนำไปบริโภคได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ร้านค้าหลายแห่งเลือกใช้วิธี ลดราคาอาหารที่ใกล้หมดอายุ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อและใช้ประโยชน์จากอาหารเหล่านั้นก่อนที่จะกลายเป็นขยะ ตัวอย่างเช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้เซ็นทรัล รีเทล มีการจัดโซนสินค้าที่ใกล้หมดอายุและลดราคา 30–50% สำหรับสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์นม ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป
เซ็นทรัล รีเทลระบุว่า ในปี 2568 โครงการดังกล่าวช่วยลดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางได้มากกว่า 8.47 ล้านชิ้น หรือประมาณ 3,221 ตัน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการบริหารอาหารส่วนเกินได้มากกว่า 324 ล้านบาท
ป้ายเหลืองจึงไม่ได้มีแค่เรื่อง “ของถูก”
สำหรับคนที่กำลังเรียนหรือเริ่มทำงาน การเจออาหารลดราคาอาจเป็นเรื่องที่น่าสนใจในมุมของการประหยัดเงิน แต่ถ้ามองในมุม ESG การซื้อสินค้าที่ใกล้หมดอายุและยังมีคุณภาพดีเพื่อบริโภคตามความเหมาะสม ยังสามารถช่วยให้ทรัพยากรที่ถูกใช้ไปกับการผลิตอาหารไม่สูญเปล่าไปโดยเปล่าประโยชน์
เพราะกว่าจะกลายมาเป็นอาหารหนึ่งชิ้น ต้องผ่านทั้งการใช้พื้นที่เพาะปลูก น้ำ พลังงาน วัตถุดิบ การผลิต บรรจุภัณฑ์ และการขนส่ง
ถ้าอาหารหนึ่งชิ้นถูกผลิตขึ้นมาแล้ว แต่สุดท้ายไม่ได้ถูกกินและต้องถูกทิ้ง ทรัพยากรที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านั้นก็สูญเสียไปด้วย
TDRI รายงานในเดือนมีนาคม 2569 ว่า ประเทศไทยมีขยะอาหารมากกว่า 10.1 ล้านตันต่อปี จากข้อมูลปี 2567 และขยะอาหารมากกว่า 40% ยังอยู่ในสภาพที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้
นั่นทำให้คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “อาหารนี้ใกล้หมดอายุหรือยัง?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้อาหารที่ยังมีคุณค่าไม่กลายเป็นขยะ?”
ธุรกิจเริ่มจัดการอาหารส่วนเกินตั้งแต่ก่อนกลายเป็นขยะ
การลดราคาเป็นเพียงหนึ่งวิธีในการจัดการอาหารส่วนเกิน เพราะการแก้ปัญหา Food Waste สามารถเริ่มตั้งแต่การวางแผนสั่งซื้อ การจัดเก็บ ไปจนถึงการนำอาหารที่ยังบริโภคได้ไปส่งต่อ
แม็คโครระบุถึงแนวทาง Zero Waste ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น การคาดการณ์ปริมาณสินค้าเพื่อไม่ให้สั่งมากเกินความจำเป็น การจำหน่ายสินค้าที่ใกล้หมดอายุในราคาพิเศษ รวมถึงการนำอาหารที่ยังมีคุณภาพไปส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการ
ส่วนอาหารที่ไม่สามารถบริโภคได้แล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เช่น เป็นวัตถุดิบสำหรับการเลี้ยงแมลงโปรตีนหรือทำปุ๋ยอินทรีย์ได้
แนวคิดนี้สะท้อนหลักการของ Circular Economy ที่พยายามทำให้ทรัพยากรถูกใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนจะกลายเป็นของเสีย
แล้วผู้บริโภคอย่างเราทำอะไรได้บ้าง?
การลด Food Waste ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่ เพราะพฤติกรรมการซื้อของเราเองก็มีส่วนได้
1. ซื้อเท่าที่กิน
ก่อนหยิบของลดราคา ลองถามตัวเองก่อนว่า “ซื้อเพราะราคาถูก หรือซื้อเพราะจะกินจริง?”
เพราะถ้าซื้อมาเยอะจนกินไม่ทัน ต่อให้ราคาถูก ก็ยังมีโอกาสกลายเป็นขยะอาหารอยู่ดี
2. เช็กวันที่บนฉลากก่อนซื้อ
โดยเฉพาะสินค้าที่นำมาลดราคา ควรตรวจสอบวัน “ควรบริโภคก่อน” หรือ “หมดอายุ” รวมถึงสภาพบรรจุภัณฑ์และวิธีการเก็บรักษา
3. วางแผนเมนูก่อนซื้อ
ถ้ารู้ว่าจะกินอะไรในอีก 2–3 วัน การเลือกอาหารที่ใกล้ถึงวันที่ควรบริโภคก็อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง เพราะสามารถนำมากินได้ก่อนโดยไม่ปล่อยให้เหลือจนต้องทิ้ง
4. อย่าตัดสินอาหารจากหน้าตาเพียงอย่างเดียว
ผักหรือผลไม้ที่รูปร่างไม่สวยไม่ได้หมายความว่ากินไม่ได้ หากยังมีคุณภาพและปลอดภัย ก็สามารถนำมาใช้ประกอบอาหารได้
ของลดราคาอาจไม่ได้ช่วยแค่กระเป๋าเงิน
ครั้งต่อไปที่เห็นตู้ “ป้ายเหลือง” ในซูเปอร์มาร์เก็ต ลองมองมันมากกว่าคำว่า “ลดราคา”
เพราะอาหารหนึ่งชิ้นที่ถูกซื้อไปและถูกกินจนหมด อาจหมายถึงอาหารอีกหนึ่งชิ้นที่ไม่ต้องถูกทิ้ง
แน่นอนว่า การซื้ออาหารใกล้หมดอายุไม่ได้หมายความว่าต้องซื้อทุกครั้ง สิ่งสำคัญคือการดูฉลาก ตรวจสอบสภาพสินค้า และเลือกซื้อในปริมาณที่เราสามารถบริโภคได้จริง
เพราะในวันที่อาหารจำนวนมากยังถูกทิ้งทั้งที่สามารถใช้ประโยชน์ต่อได้ การเปลี่ยนคำถามจาก “ลดกี่เปอร์เซ็นต์?” เป็น “เราจะกินทันไหม?” อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการลด Food Waste ที่ทำได้ตั้งแต่การซื้อของครั้งต่อไป
ที่มา : food , centralretail
เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : Gen Z กับพฤติกรรมการซื้อ เมื่อ “ความคุ้ม” ไม่ได้แปลว่า “ราคาถูก” – ESG Universe
