“สีจากราเมือก” นวัตกรรมสิ่งทอจากธรรมชาติ เปลี่ยนสิ่งมีชีวิตให้สร้างลวดลายบนผืนผ้า

“สีจากราเมือก” นวัตกรรมสิ่งทอจากธรรมชาติ เปลี่ยนสิ่งมีชีวิตให้สร้างลวดลายบนผืนผ้า

เมื่อพูดถึง “การย้อมสีผ้า” เราอาจนึกถึงสีจากพืช สารสกัดจากธรรมชาติ หรือกระบวนการย้อมแบบดั้งเดิม แต่ในญี่ปุ่นมีการทดลองที่พาแนวคิดนี้ไปไกลกว่านั้น ด้วยการนำ “ราเมือก” (Slime Mold) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีพฤติกรรมการเคลื่อนที่เฉพาะตัว มาประยุกต์ใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสีและลวดลายบนสิ่งทอ

แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปิน นักพัฒนาสีย้อม และชุมชนด้านวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาว่า ราเมือกจะสามารถพัฒนาไปสู่เทคนิคการย้อมผ้าที่นำไปใช้กับงานหัตถกรรม เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์ตกแต่งภายในได้หรือไม่

  

จากสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก สู่ “สี” บนผืนผ้า

เทคนิคนี้พัฒนาขึ้นโดยศิลปินร่วมสมัย Hanna Saito ซึ่งศึกษาการใช้สิ่งมีชีวิตและวัสดุอินทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะและงานวิจัย โดยเธอทดลองนำเม็ดสีหรือสีย้อมผสมเข้าไปกับอาหารของราเมือก

เมื่อราเมือกเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าว สีที่ไม่ถูกย่อยจะปรากฏเป็นร่องรอยตามเส้นทางการเคลื่อนที่ ทำให้เกิดลวดลายที่มีลักษณะเฉพาะและไม่สามารถกำหนดรูปแบบได้ทั้งหมดโดยมนุษย์

ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ “สี” แต่คือการปล่อยให้สิ่งมีชีวิตเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างผลงาน ทำให้กระบวนการย้อมกลายเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์ วัสดุ และธรรมชาติ

 

ทดลอง 11 สีย้อม 3 สายพันธุ์ และ 3 ประเภทสิ่งทอ

ในการทดลองครั้งนี้ ทีมงานนำ สีย้อมธรรมชาติและสีย้อมสังเคราะห์ 11 ชนิด มาทดลองร่วมกับราเมือก 3 สายพันธุ์ และสิ่งทอ 3 ประเภท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการทำให้เม็ดสีติดอยู่บนเส้นใย

ผลการทดลองพบว่า ราเมือกแต่ละชนิดมีปฏิกิริยากับเส้นใยและสีย้อมแตกต่างกัน บางคู่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดข้อสังเกตใหม่ว่า ราเมือกบางสายพันธุ์อาจเหมาะกับเส้นใยหรือสีย้อมบางประเภทมากกว่าอีกชนิดหนึ่ง

ราเมือกบางชนิด เช่น Physarum polycephalum สามารถเคลื่อนที่ได้ถึงประมาณ 20 เซนติเมตรต่อชั่วโมงภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ทำให้นักทดลองสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงบนวัสดุได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การสร้างลวดลาย แต่อยู่ที่ “ทำให้สีอยู่กับผ้า”

แม้การปล่อยให้ราเมือกสร้างร่องรอยบนผืนผ้าจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าสนใจ แต่หากต้องการนำเทคนิคนี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์จริง สิ่งสำคัญคือการทำให้เม็ดสีสามารถทนต่อการใช้งานได้

ทีมทดลองจึงให้ความสำคัญกับการทดสอบ ความคงทนต่อการซักและการเสียดสี โดยนำผ้าที่ผ่านกระบวนการย้อมมาทดสอบการยึดเกาะของเม็ดสี ก่อนใช้สารช่วยยึดสีและกระบวนการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคงทน

หนึ่งในผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ ผ้าไหม สามารถสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่น โดยให้ทั้งพื้นผิวที่ละเอียดและลวดลายที่มีความประณีต

เมื่อธรรมชาติเข้ามาเป็น “ผู้ร่วมออกแบบ”

สิ่งที่ทำให้เทคนิคนี้แตกต่างจากการย้อมผ้าทั่วไป คือมนุษย์ไม่ได้เป็นผู้กำหนดทุกขั้นตอนของการสร้างลวดลาย แต่เปิดพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตเข้ามามีบทบาทในกระบวนการ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนแนวทางของ Bio Art หรือศิลปะที่นำสิ่งมีชีวิต วัสดุชีวภาพ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็ชวนตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่มนุษย์ “ออกแบบ” กับสิ่งที่ธรรมชาติ “สร้างขึ้นเอง”

สำหรับมุมมองด้าน ESG นวัตกรรมลักษณะนี้จึงน่าสนใจในแง่ของการทดลองสร้างทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะการนำกระบวนการทางชีวภาพและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาผสานเข้ากับงานหัตถกรรมและการออกแบบ

 

จากงานทดลอง สู่โอกาสของสิ่งทอแห่งอนาคต

ปัจจุบัน “การย้อมด้วยราเมือก” ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและทดลอง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปผลิตเสื้อผ้าหรือสิ่งทอในระบบอุตสาหกรรมได้ทันที เพราะยังต้องศึกษาเรื่องความคงทน คุณภาพของสี ความสม่ำเสมอของกระบวนการ และความเหมาะสมกับวัสดุแต่ละประเภท

อย่างไรก็ตาม การทดลองครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำสิ่งมีชีวิตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบและผลิตวัสดุในอนาคต

หากเทคโนโลยีสามารถพัฒนาต่อได้สำเร็จ เราอาจได้เห็นการประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้า ของตกแต่งบ้าน งานศิลปะ หรือผลิตภัณฑ์ดีไซน์ที่มีลวดลายเฉพาะตัว โดยแต่ละชิ้นอาจมีเอกลักษณ์จาก “เส้นทางการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต” ที่ไม่สามารถทำซ้ำได้อย่างสมบูรณ์

จากราเมือกที่ครั้งหนึ่งอาจถูกมองว่าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในธรรมชาติ จึงกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนอาจไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากการเรียนรู้และร่วมออกแบบไปพร้อมกับธรรมชาติ

ที่มา : fabcafe

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ : หญ้าทะเลไม่ได้มีไว้แค่ให้พะยูนกิน แต่คือพลัง “Blue Carbon” ใต้ทะเล – ESG Universe

Developed by sarunyacrop