ฟื้นดิน ฟื้นโลก! ทำความรู้จัก “Regenerative Agriculture” เกษตรที่ไม่ใช่แค่ยั่งยืน แต่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ

ฟื้นดิน ฟื้นโลก! ทำความรู้จัก “Regenerative Agriculture” เกษตรที่ไม่ใช่แค่ยั่งยืน แต่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ

เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู เทรนด์ใหม่ที่โลกจับตา เมื่อ “ดิน” กลายเป็นคำตอบของความยั่งยืน

เมื่อ “ความยั่งยืน” กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก การฟื้นฟูดินและระบบนิเวศจึงไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโอกาสในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

จากการผลิตอาหารสู่การฟื้นฟูธรรมชาติ นี่คือทิศทางใหม่ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญ เพราะ “เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture)” ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มผลผลิต แต่ยังช่วยฟื้นฟูดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก และเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม

แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นปริมาณผลผลิตเป็นหลัก เพราะให้ความสำคัญกับการฟื้นคืนความสมบูรณ์ของดิน ลดการใช้สารเคมี ลดการไถพรวน ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชคลุมดิน และการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกับการเลี้ยงสัตว์อย่างเหมาะสม วิธีการเหล่านี้ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ดินสามารถกักเก็บน้ำและดูดซับคาร์บอนได้ดีขึ้น ส่งผลให้ภาคการเกษตรมีบทบาทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) คืออะไร?

ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นจากประเทศ
คู่ค้า แนวคิด เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) กำลังได้รับความสนใจในฐานะรูปแบบการผลิตที่ไม่เพียงสร้างผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

 

ปัจจุบัน หลายประเทศกำลังผลักดันให้ภาคเกษตรเดินหน้าสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากมองว่าแนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เพิ่มความยืดหยุ่นของภาคการผลิต และตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตอย่างรับผิดชอบต่อโลก

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญของโลก การปรับตัวสู่รูปแบบการเพาะปลูกที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น เนื่องจากตลาดต่างประเทศเริ่มกำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยควรเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป เช่น กฎหมายฟื้นฟูธรรมชาติ (Nature Restoration Law) และกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งครอบคลุมสินค้าเกษตรสำคัญหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกาแฟ โกโก้ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง โค และไม้

 

มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้ผู้นำเข้าในยุโรปต้องตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบอย่างละเอียด รวมถึงให้ความสำคัญกับการผลิตที่ไม่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ 
ผู้ส่งออกไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการผลิต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

นอกจากแรงผลักดันจากภาครัฐและกฎระเบียบระหว่างประเทศแล้ว ภาคธุรกิจเองก็เริ่มให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบที่มาจากการผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า บริษัทชั้นนำจำนวนมากมีแผนลงทุนด้านการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร ลดการปล่อยคาร์บอน และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

5 ตลาดสินค้าจากเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูที่น่าจับตา

ข้อมูลจาก Euromonitor’s Sustainability Claims Tracker 2024 ระบุว่า ตลาดสินค้าที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีหมวดสินค้าสำคัญ ดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือก มูลค่าตลาดกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. อาหารหลัก เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง มูลค่าตลาดกว่า 2,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

3. เครื่องปรุงรส จุดแข็งของไทยที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้

4. เครื่องดื่ม โอกาสใหม่ของน้ำผลไม้และน้ำมะพร้าวไทย

5. ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง ตลาดเติบโตเฉลี่ย 73%

 

ตลาดสินค้าที่เชื่อมโยงกับแนวทางเกษตรฟื้นฟูยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ซึ่งเริ่มใช้เรื่องราวของแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืนเป็นจุดขายสำคัญในการสร้างความแตกต่างของแบรนด์

 

ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศยังสะท้อนว่า สินค้าหลายประเภทที่ไทยมีศักยภาพส่งออกสอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์นม อาหารหลักอย่างข้าวและมันสำปะหลัง เครื่องปรุงรส น้ำผลไม้เมืองร้อน รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถเพิ่มมูลค่าผ่านการนำแนวคิดด้านความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้

ในฝั่งภาคเอกชนระดับโลก หลายบริษัทเริ่มนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น Carrefour ที่สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นผ่านโครงการ Act for Food พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า PepsiCo ที่ร่วมมือกับเกษตรกรในลาตินอเมริกาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ปุ๋ย หรือ Unilever ที่ขยายพื้นที่การผลิตตามแนวทางเกษตรฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่หลายแสนเฮกตาร์ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการผลิตที่ฟื้นฟูธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงกระแสด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งในมิติของการเข้าถึงตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และการตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่

ที่มา  : salika

เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

https://esguniverse.com/content/blue-carbon-

Developed by sarunyacrop