ผลประกอบการไตรมาสแรกของ SCG ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาด แม้ต้องรับแรงกดดันจากทั้งราคาพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบ และการหยุดเดินโรงงานบางแห่งชั่วคราว นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ชี้ว่าสิ่งที่ช่วยพยุงตัวเลขได้คือการตัดสินใจเร็วและกลยุทธ์ที่วางไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้น

ไตรมาส 1 ปี 2569 SCG รายงาน Adjusted Cash EBITDA ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท
ตัวเลขนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตในเอเชียและตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิตลงราว 46 ล้านตัน หรือประมาณ 20% ของกำลังการผลิตเอทิลีนทั่วโลก กดดันให้วัตถุดิบตึงตัวและราคาพลังงานผันผวนต่อเนื่อง

“Daily War Room” และแผนระยะสั้น
นายธรรมศักดิ์ระบุว่าสิ่งที่ช่วยให้บริษัท “ตั้งรับแรงกระแทกได้ก่อน” คือการตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” ตั้งแต่ระยะต้น หนึ่งในนั้นคือการตั้ง “Daily War Room” รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน ใช้ข้อมูลรายวันบริหารต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน พร้อมเร่งหาแหล่งจัดซื้อสำรองจากภูมิภาคอื่นทั่วโลก
ด้านต้นทุนพลังงาน บริษัทเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก เพิ่มรถ EV ในการขนส่ง และใช้ประโยชน์จากการมีโรงงานกระจายทั่วประเทศเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์

ผลของการรักษาวินัยทางการเงินและปรับโครงสร้างต่อเนื่องทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาท ในปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดจาก 5.5 เท่า เหลือ 5.0 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137 ล้านบาท
แผน 2 ปี “สร้างกล้ามเนื้อ” ไม่ใช่แค่ตั้งรับ
ในระยะ 2 ปี (2569–2570) ผู้บริหาร SCG วางทิศทางไว้ 4 แนวทางหลัก
แนวทางแรกคือการบริหารข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตหลากหลายในอาเซียน (Regional Optimization) ด้วยการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพ คาดช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ส่วนโครงการ LSPE ที่เวียดนาม ซึ่งขณะนี้คืบหน้าแล้ว 54% จะเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals เมื่อเริ่มเดินเครื่องปลายปี 2570 คาดลดต้นทุนได้อีกปีละกว่า 6,000 ล้านบาท

แนวทางที่สองคือการผลักดันสินค้า 3 กลุ่มควบคู่กัน ได้แก่ สินค้ากรีน เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่เข้าถึงตลาดในประเทศแล้วกว่า 80% / สินค้าคุณภาพดีราคาคุ้มค่า (SVP) ที่สร้างรายได้กว่า 993 ล้านบาทในไตรมาสนี้ / และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลูกค้าหาทดแทนจากผู้ผลิตรายอื่นได้ยาก
แนวทางที่สามคือการเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ระหว่าง GC และ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย หลังจากทั้งสองบริษัทลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย) แล้ว เป้าหมายคือเสริมความมั่นคงของซัพพลายเชนปิโตรเคมีไทยและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในระดับโลก คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ทั้งสองบริษัทยังดำเนินธุรกิจเป็นอิสระต่อกัน
แนวทางที่สี่คือการขับเคลื่อน SCG Cleanergy ธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตสะสมรวม 141 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้งโครงการกับภาครัฐและเอกชน อาทิ Seagate Technology ประเทศไทย

ภาพรายธุรกิจ
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แรงหนุนจากตลาดอาเซียนและโครงการภาครัฐ โดย SCG Cement & Green Solutions ทำกำไร 2,136 ล้านบาท / SCG Smart Living และ SCG Distribution & Retail กำไร 804 ล้านบาท / SCG Decor กำไร 247 ล้านบาท
ธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) กำไร 1,078 ล้านบาท แม้ต้องหยุดเดินโรงงาน LSP ในเวียดนามและโรงงาน ROC ในไทยชั่วคราวจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ SCGC ใช้ช่วงเวลานี้เดินหน้าซ่อมบำรุงและเตรียมพร้อมสำหรับโครงการ LSPE ไปพร้อมกัน
ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) กำไร 1,566 ล้านบาท จากธุรกิจในอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวและแรงหนุนจากการบริโภคในอาเซียน
“แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง SCG จะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่างเข้มข้น เร่งเสริมแกร่งขีดความสามารถของทุกธุรกิจ และมั่นใจว่าสถานะทางการเงินยังแข็งแกร่ง มีเงินสดเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวต่อไปได้” นายธรรมศักดิ์กล่าว
ข้อมูลเพิ่มเติม : SCG
