นักวิจัยไทย คิดค้น “เนื้อเยื่อเทียม” รักษาแผลผ่าตัดผู้ป่วย ลดการนำเข้า

นักวิจัยไทย คิดค้น “เนื้อเยื่อเทียม” รักษาแผลผ่าตัดผู้ป่วย ลดการนำเข้า

“เนื้อเยื่อเทียม” เป็นวัสดุทางการแพทย์ที่สามารถต่อชีวิตผู้ป่วยจากเหตุเพลิงไหม้ที่มีอาการรุนแรงได้ ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตได้เอง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยคิดเป็นมูลค่าถึงประมาณ 15 ล้านบาทต่อปี

 

นักวิจัย จากมหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ริเริ่มคิดค้นนวัตกรรมใหม่ “เนื้อเยื่อเทียมจากวัสดุสังเคราะห์” ที่ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

รศ.นท.ดร. นายแพทย์สรยุทธ ชำนาญเวช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์แพทย์ และประสาทศัลยแพทย์ เจ้าของผลงานนวัตกรรม “เนื้อเยื่อเทียมจากวัสดุสังเคราะห์” กล่าวว่า การวิจัยดังกล่าวได้ค้นคว้าและพัฒนามากกว่า 3 ปี

 

ที่ผ่านมา บางกรณีของการผ่าตัดสมองและไขสันหลังนั้นจำเป็นต้องใช้เนื้อเยื่อของตัวผู้ป่วยเอง หรือจากวัสดุสังเคราะห์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดแผลเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย การใช้ “เนื้อเยื่อเทียมจากวัสดุสังเคราะห์” ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงมาทดแทนจึงมีความจำเป็น

 

เช่นเดียวกับการใช้ “เนื้อเยื่อเทียมจากวัสดุสังเคราะห์” ในการผ่าตัดแผลไฟไหม้ ซึ่งที่ผ่านมาจะต้องใช้ผิวหนังจากส่วนอื่นของร่างกายผู้ป่วยมาทำการรักษา

 

“เนื้อเยื่อเทียมจากวัสดุสังเคราะห์” พัฒนามาจากวัสดุทางการแพทย์ประเภท “เซลลูโลส” (Cellulose) ที่ใช้ในการหยุดเลือด ผสานกับวัสดุชีวภาพ “โพลีคาโปรแลกโตน” (Polycaprolactone: PCL) ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ โดยเป็นงานวิจัยในระดับชาติที่ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

 

การนำเอาเซลลูโลสมาผสานกับ PCL เนื่องด้วยคุณสมบัติของเซลลูโลสแม้จะสามารถรักษาความชุ่มชื้นแก่ผิวหนังบริเวณที่เป็นแผลได้ แต่ละลายได้ในน้ำ จึงไม่สามารถกันรั่วซึมได้ ดังนั้นจึงนำมาใช้ร่วมกับ PCL ซึ่งเป็นพลาสติกประเภทโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ที่สามารถย่อยสลายได้ในอุณหภูมิร่างกาย แต่มีความทนทานมากกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เบื้องต้นได้ผ่านการทดสอบแล้วในสัตว์ทดลองพบว่าสามารถใช้ได้ถึง 72 ชม. โดยไม่มีอาการอักเสบ ซึ่งก้าวต่อไปจะได้ทดลองกับผู้ป่วยจริง ทั้งในส่วนของการผ่าตัดสมอง หน้าอก และช่องท้อง ก่อนยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา

 

และร่วมกับภาคเอกชน พัฒนาขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ในระดับ GMP (Good Manufacturing Practice) ที่ได้มาตรฐานขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency: US EPA) ต่อไป