โคคา-โคล่า ครองแชมป์ สร้าง “ขยะพลาสติก” มากสุดในโลก

โคคา-โคล่า ครองแชมป์ สร้าง “ขยะพลาสติก” มากสุดในโลก

Brand Audit หรือ รายงานการเก็บขยะและตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก หรือ Brand Audit โดย Break Free From Plastic เผยบริษัท โคคา-โคล่า และเป๊ปซี่ ติดอันดับ 1 และ 2 ผู้ก่อมลพิษพลาสติกมากที่สุดในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตั้งแต่มีการจัดอันดับในปี 2561

 

Break Free From Plastic คือ การเคลื่อนไหวระดับโลกซึ่งมีวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตที่ปราศจากมลพิษพลาสติก เปิดตัวในเดือนก.ย.59 มีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมกว่า 2,000 องค์กร และบุคคลกว่า 11,000 คน จากทั่วโลกเข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้มีการลดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งและเพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาวิกฤตมลพิษ

 

ในปีนี้ Break Free From Plastic ได้กิจกรรมเก็บขยะชายหาดโดยอาสาสมัครกว่า 11,000 คนใน 45 ประเทศ (ประเทศไทย กรีนพีซ ได้ร่วมกับ นักศึกษาม.บูรพา วิทยาเขตจันทบุรี) เพื่อตรวจสอบว่าแบรนด์สินค้าใดเป็นผู้ก่อมลพิษมากที่สุด จากขยะพลาสติก 330,493 ชิ้น ที่พบว่า 58% เป็นแบรนด์ผู้บริโภคที่ชัดเจน

 

และพบว่า ขยะพลาสติกจากบริษัทโคคา-โคล่า ถูกพบมากที่สุด 19,826 ชิ้น ใน 39 ประเทศ ซึ่งมากกว่าขยะพลาสติกจากแบรนด์ที่พบอันดับ 2 คือ เป๊ปซี่ ( 8,231 ชิ้น ใน 35 ประเทศ) และอันดับ 3 ยูนิลิเวอร์ (6,079 ชิ้น ใน 30 ประเทศ) รวมกัน

 

 

สถิติดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าคำมั่นที่โคคา-โคล่า ให้ไว้ว่าจะเก็บขวดกลับคืนในทุก ๆ การซื้อนั้นแทบไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต่อการแก้ปัญหามลพิษพลาสติกที่เกิดขึ้นจากบริษัทเลย

 

ขณะที่ เป๊ปซี่ ยังคงติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้ก่อมลพิษพลาสติกมากที่สุดเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องกัน แม้ว่าจะให้สัญญาโดยสมัครใจว่าจะลดการใช้พลาสติกใหม่ให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2573 โดย เป๊ปซี่ จะต้องเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการผลิตพลาสติกและไม่ให้บริษัทต้องติดอันดับในรายงานแบรนด์ออดิท

 

ขณะที่ปีนี้เป็นปีแรกที่ยูนิลิเวอร์ติดอันดับ 3 จากผู้ก่อมลพิษมากที่สุด และยังเป็นปีเดียวกับที่ยูนิลิเวอร์เป็นผู้สนับสนุนหลักในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 ที่กลาสโกว์ สก็อตแลนด์

 

เนื่องจาก 99% ของพลาสติกทำมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และบริษัทเชื้อเพลงฟอสซิลกำลังพยายามมุ่งเน้นธุรกิจพลาสติกเพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ บทบาทของยูนิลีเวอร์ใน COP26 จึงดูสวนทางเป็นอย่างยิ่ง

 

อาบิเกล อากีลาร์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลาสติกระดับภูมิภาค กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่ชื่อของผู้ก่อมลพิษมากที่สุดในโลกติดต่อกัน 4 ปีเป็นบริษัทใหญ่บริษัทเดิม บริษัทเหล่านี้อ้างว่าได้พยายามแก้ไขปัญหาพลาสติก แต่พวกเขาก็ยังคงลงทุนในทางออกผิด ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง แล้วยังร่วมมือกับบริษัทน้ำมันต่าง ๆ เพื่อก่อพลาสติกมากขึ้นอีก

 

ดังนั้นเพื่อหยุดปัญหาเหล่านี้และต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทดังกล่าว จะต้องหยุดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้แล้วทิ้ง และหลีกห่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล”

 

ด้าน อาเมด อีลาดจ์ ทาเยบ เยาวชนและเลขาธิการของ Youth for Climate Tunisia กล่าวว่า “คนรุ่นใหม่ต้องรับช่วงต่อวิกฤตพลาสติกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น โดยบริษัทที่ก่อมลพิษเหล่านี้ ไม่ได้มีมาตรการหรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการหลีกเลี่ยงวิกฤตนี้เลย แผนเพิ่มกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมพลาสติกทำให้โลกถูกขังอยู่ในวงจรหายนะของการปล่อยมลพิษที่สูงขึ้น และยังทำลายโอกาสที่จะคงอุณภูมิโลกไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เราจะดำเนินธุรกิจในแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เราจะต้องบังคับให้บริษัทผู้สร้างมลพิษเหล่านี้แสดงความรับผิดชอบ”

 

ขณะที่ในประเทศไทย อาสาสมัครกรีนพีซได้ร่วมเก็บขยะและตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา คุ้งบางกะเจ้า ในวันที่ 20 มี.ค.64 โดยเก็บขยะได้ทั้งหมด 6,326 ชิ้น สามารถระบุแบรนด์ได้ 1,664 ชิ้น และไม่สามารถระบุแบรนด์ได้ 4,662 ชิ้น (เป็นขยะจำพวกถุงพลาสติกใส่อาหาร เศษพลาสติก โฟม ยางวง หลอด เป็นต้น)