ยาแอนติบอดี “AZD7442” จากแอสตร้าฯ ลดอาการรุนแรง-เสียชีวิตได้ 50%

ยาแอนติบอดี “AZD7442” จากแอสตร้าฯ ลดอาการรุนแรง-เสียชีวิตได้ 50%

บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า เผยผลการทดลองยาแอนติบอดี AZD7442 ซึ่งประสบผลสำเร็จ สามารถลดอาการรุนแรงป่วยรุนแรงของผู้ติดเชื้อโควิด-19 และการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ไม่ได้รักษาตัวในโรงพยาบาลได้

 

ยาดังกล่าว ซึ่งเป็นการรวมกันของแอนติบอดี 2 ชนิด คือ tixagevimab (AZD8895) และ cilgavimab (AZD1061) ซึ่งได้มาจากเซลล์บี ที่บริจาคโดยผู้ป่วยโควิด-19 ระยะพักฟื้น ในเดือน ส.ค.64

 

การทดลองนี้ได้เริ่มต้นในผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จำนวน 822 รายจากประเทศต่างๆ ทั้ง สหราชอาณาจักร บราซิล สหรัฐ และเยอรมนี

 

โดยผลของการทดลอง พบว่าการฉีดยาค็อกเทลแอนติบอดี ขนาด 600 มก. เข้ากล้ามเนื้อจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคโควิด-19 ที่รุนแรงหรือการเสียชีวิต (จากสาเหตุใดๆ ก็ตาม) ลง 50% เมื่อเทียบกับยาหลอกในผู้ป่วยนอกที่มีอาการ 7 วันหรือน้อยกว่า

 

ขณะที่ผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายในอาสาสมัครกว่า 5,000 คนพบว่า ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด ได้ถึง 77% และไม่มีอาสาสมัครคนใดอาการหนักหรือเสียชีวิตจากโควิด-19

 

นอกจากนี้ยังพบว่าแอนติบอดีสามารถคงอยู่นานกว่า 6 เดือน ซึ่งนับว่าบรรลุเป้าหมายหลักของการทดลอง

 

“Mene Pangalos” ผู้บริหารของ แอสตร้าเซนเนก้า กล่าวว่า “ผลการรักษาส่วนใหญ่จะเน้นย้ำถึงศักยภาพการใช้งานในอนาคตในฐานะการป้องกันที่ไม่ใช่วัคซีน”

 

แอสตร้าเซนเนก้า ยังว่ายาค็อกเทลแอนติบอดีดังกล่าว จะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับวัคซีน หรือมีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง อาทิ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่อาจตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีเท่าที่ควร

 

ขณะนี้ แอสตร้าเซเนก้า ได้เตรียมยื่นคำร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) เพื่อขออนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินในป้องกันโรคโควิด-19