กรณีการศึกษา อินเดีย ใช้ “ยาฆ่าพยาธิ” ลดการติดเชื้อโควิด-19

กรณีการศึกษา อินเดีย ใช้ “ยาฆ่าพยาธิ” ลดการติดเชื้อโควิด-19

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง กรณีที่ประเทศอินเดีย ใช้ยาฆ่าพยาธิ เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ในผู้สัมผัสเสี่ยง และรักษาอาการป่วยของผู้ติดเชื้อโควิด ว่า

 

จากที่อินเดียมีผู้ป่วยติดเชื้อในแต่ละวันสูงเป็นจำนวนมาก ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงมาตรการบางอย่างที่ใช้ในระยะเวลาตั้งแต่ก่อนต้นเดือนพ.ค. ถึง ปลายเดือน ส.ค.64 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อต่ำลง

 

การวิเคราะห์เชิงลึกเป็นไปได้อย่างสูงว่าปรากฏการณ์นี้ ควรจะเกิดขึ้นจากที่มีการใช้ยาฆ่าพยาธิชื่อ “ไอเวอร์เมคติน” โดยที่ใช้ตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการติดเชื้อ หรือน่าจะมีการติดเชื้อและยังไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อยเท่านั้น

 

โดยจากสถิติการติดเชื้อในรัฐเล็กๆทางภาคใต้ของประเทศ ชื่อ Kerala มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่มากกว่า 22,000 รายในช่วง 3 วัน ในขณะที่รัฐหรือแคว้นอื่นนั้นที่มีประชากรเยอะกว่ามาก ติดเชื้อน้อยกว่า 10,000 ราย

 

เช่นในวันที่ 15 ส.ค.64 นั้น ในรัฐ Kerala มีจำนวนติดเชื้อใหม่ 18,582 ราย จากตัวเลข 32,937 รายของทั้งประเทศ และเสียชีวิต 102 รายจากทั้งหมด 417 ราย

 

ในรัฐเดลีที่มีประชากรใกล้เคียงกับ Kerala ในช่วงเวลาเดียวกันมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 53 ราย และไม่มีรายงานเสียชีวิต ขณะที่ในแขวงอุตตรประเทศ ที่ใช้ยาฆ่าพยาธินี้เช่นเดียวกับเดลี และมีประชากรมากกว่าถึง 8 เท่า มีผู้ป่วยรายใหม่เพียง 30 รายและมีผู้เสียชีวิต 1 รายเท่านั้น ถ้าคิดสัดส่วนแล้ว Kerala มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่าอุตตรประเทศถึง 619 เท่า และเสียชีวิตมากกว่า 100 เท่า

 

ข้อที่แตกต่างอย่างมากที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการที่ Kerala ทุ่มเทวางใจ วางเดิมพันเต็มหน้าตักกับวัคซีนและไม่เชื่อในประสิทธิภาพของยาฆ่าพยาธิ โดย Kerala เป็น 1 ใน 5 ของรัฐในประเทศอินเดียที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดกว่า 70% ในคนที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป และ 56% ของประชากร ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม

 

อุตตรประเทศเป็นแขวงแรกในประเทศอินเดียที่มีการใช้ยาฆ่าพยาธิ “ไอเวอร์เมคติน” ทั้งในบทบาทของการป้องกันหลังสัมผัสผู้ติดเชื้อและในการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น ในระหว่างเดือนพ.ค.-มิ.ย.64 ได้มีการนำยาฆ่าพยาธินี้มาใช้กับบุคลากรทางสาธารณสุขเป็นการนำร่อง และเป็น 1 ใน 5 รัฐที่มีการฉีดวัคซีนน้อยที่สุด

 

ทั้งนี้ไม่มีบุคลากรคนใดเลยที่แสดงอาการของการติดเชื้อทั้งๆที่มีการสัมผัสจากการดูแลรักษาบริบาลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดจริงยืนยันจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และจากนั้นกลายเป็นหลักปฏิบัติในการให้ยาฆ่าพยาธินี้แก่ผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อทุกราย รวมกระทั่งถึงทุกคนในครัวเรือนถ้ามีแม้แต่คนเดียวในครอบครัวติดเชื้อโควิด

 

และในข้อมูลก่อนการตีพิมพ์ได้แสดงตัวเลขหลักฐานชัดเจนว่ายาฆ่าพยาธิสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตและยังสามารถลดปริมาณของไวรัสในผู้ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ลดการแพร่กระจายไวรัสหรือจำกัดวงของการระบาดลงไปได้

 

โดยสถาบันของอินเดีย ได้แก่ AIIMS (All India Institute of Medical Sciences) และ ICMR (Indian Council of Medical Research) ได้บรรจุยาฆ่าพยาธิ ในวันที่ 22 เม.ย.64 ลงในแบบแผนของการปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นของการติดเชื้อรวมทั้งที่เริ่มมีอาการแม้แต่เล็กน้อยก็ตาม

 

และในที่สุดก็มีการบรรจุ “ไอเวอร์เมคติน” แบบแผนปฏิบัติของประเทศอินเดีย (India National Protocol) ท่ามกลางกระแสโจมตีจากสื่อต่างประเทศ รวมกระทั่งถึงจากองค์การอนามัยโลกที่กดดันให้ยกเลิกการใช้ยาฆ่าพยาธินี้

 

บทสรุปหรือบทเรียนจากประเทศอินเดียตามคำวิจารณ์จากสื่อตะวันตกปัจจุบันพลิกออกมาว่า ยาฆ่าพยาธิไอเวอร์เมคตินอาจจะสามารถทดแทนกรณีที่หาวัคซีนหรือฉีดไม่พอไม่ทันได้ แต่การฉีดวัคซีนอย่างเดียวไม่สามารถเติมเต็มในกรณีที่ไม่ใช้ยาฆ่าพยาธิหรือใช้ช้าเกินไปได้

 

ยาฆ่าพยาธิป้องกันโควิด ไอเวอร์เมคติน วัคซีนโควิด อินเดีย COVID Thaiquote