“SAM” วัคซีน mRNA รุ่น 2 พัฒนาโดยบริษัท Gritstone ของสหรัฐฯ ช่วยรับมือโควิดกลายพันธุ์ ให้ภูมิคุ้มกันสูงและอยู่ได้นาน เริ่มทดลองในมนุษย์แล้ว
ข้อมูลจาก น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ระบุว่า SAM วัคซีนโควิดรุ่นที่ 2 ตัวใหม่ล่าสุด ของบริษัท Gritstone เริ่มทดลองฉีดในมนุษย์แล้ว
จากการวัคซีนป้องกันโควิดที่ฉีดอยู่ในขณะนี้หลายพันล้านโดสทั่วโลก ล้วนเป็นวัคซีนในรุ่นที่หนึ่งทั้งสิ้น ซึ่งได้ผลดีกับไวรัสสายพันธุ์หลักเดิม ต่อมาเมื่อมีพัฒนาการของไวรัสกลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาในปัจจุบัน ก็พบว่ากระทบกับประสิทธิผลการป้องกันโรคของทุกวัคซีน
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีนรุ่นที่สอง เพื่อรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งนอกจากเดลต้าในปัจจุบันแล้ว ก็คาดว่าจะมีไวรัสกลายพันธุ์ที่เก่งกว่าเดลต้าเพิ่มขึ้นด้วย
วัคซีนเกือบทั้งหมดขณะนี้ ยกเว้นวัคซีนเทคโนโลยีเชื้อตาย จะเน้นการใช้เฉพาะส่วนหนามของไวรัส (Spike protein) ไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งข้อดีคือ ระดับภูมิคุ้มกันต่อส่วนหนามจะขึ้นสูง แต่จะมีข้อด้อยคือ ภูมิคุ้มกันจะรับมือได้เฉพาะส่วนหนามเท่านั้น
ถ้ามีไวรัสกลายพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลงไปใช้ส่วนอื่นที่ไม่ใช่หนาม ในการติดเชื้อในเซลล์มนุษย์แล้ว วัคซีนก็จะมีประสิทธิผลลดลงอย่างมาก
ทำให้นักวิทยาศาสตร์ พยายามวิจัยพัฒนาวัคซีน ให้มีส่วนประกอบในส่วนที่ไม่ใช่หนาม Nucleocapsid protein เพื่อที่จะทำให้มีระดับภูมิคุ้มกันมากกว่าหนึ่งชนิด และสามารถรองรับกับไวรัสกลายพันธุ์ โดยเฉพาะที่กลายพันธุ์พ้นไปจากส่วนหนามได้ด้วย
Professor A. Ustianowski หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ และโรงพยาบาล North Manchester ของอังกฤษ ได้ร่วมกับบริษัทยาของสหรัฐอเมริกาคือ Gritstone ทำการวิจัยในสัตว์ทดลอง เป็นวัคซีนเจนเนอเรชั่นที่ 2 ใช้ชื่อว่าแซม (SAM : Self Amplifying mRNA) ที่พร้อมจะรับมือไวรัสกลายพันธุ์ได้ดียิ่งขึ้น
โดยหลักการคือ วัคซีนนี้เป็นกลุ่มของ mRNA ซึ่งจะใช้ทั้งส่วนหนามและส่วนที่ไม่ใช่หนามประกอบกัน ซึ่งในส่วนที่ไม่ใช่หนามนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ค่อนข้างน้อย และไม่บ่อยนัก จึงทำให้วัคซีนที่คิดค้นขึ้นใหม่ จะสามารถมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงอยู่ได้นาน และรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ได้ค่อนข้างดี
โดยวัคซีนนี้จะกระตุ้นทั้งส่วนที่เป็นทีเซลล์ (T-cell : CD8+ T-cell) และส่วนที่เป็นระดับภูมิคุ้มกัน (NAb : Neutralizing Antibody)
โดยบริษัท Gritstone ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางบริษัทได้ทำการวิจัยพัฒนาในขั้นพรีคลินิก (Pre-clinical) เรียบร้อยแล้ว และจะตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยร่วมกับ NIH ปลายปีนี้ และได้เริ่มฉีดในอาสาสมัครเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ก.ย.64 ที่ผ่านมา
ส่วนการทดลองในมนุษย์ ซึ่งเริ่มกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของอังกฤษ คาดว่าเมื่อได้วัคซีนใหม่ จะสามารถลดปริมาณการฉีด ลดจำนวนครั้งการฉีด แต่ได้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงอยู่นาน และสามารถรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ได้หลากหลายสายพันธุ์มากขึ้น รวมทั้งสามารถนำมาใช้ฉีดเป็นเข็ม 3 หรือเข็มกระตุ้น ซึ่งคาดว่าจะดีกว่า การนำวัคซีนรุ่นที่ 1 มาฉีดเป็นเข็มกระตุ้น อย่างที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน
คาดว่าเมื่อผ่านการทดสอบในระยะที่ 2 และ 3 แล้ว หากผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ เราอาจจะได้ใช้วัคซีนรุ่นที่ 2 ในปีหน้า
