โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลการทดสอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 “ChulaCov-19” ในอาสาสมัครระยะที่ 1 พบมีความปลอดภัย ผลข้างเคียงต่ำ ภูมิคุ้มกันสูงถึง 94% เทียบเท่า วัคซีนไฟเซอร์ มีจุดเด่นป้องกันเชื้อโควิดได้ 4 สายพันธุ์ จัดเก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาได้นานกว่า 3 เดือน
ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ผลการทดสอบการฉีดวัคซีน ChulaCov-19 ในอาสาสมัคร ในเบื้องต้นระยะที่ 1 ซึ่งเริ่มทดสอบตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.64 ที่ผ่านมานั้น พบว่า ผลของความปลอดภัยและปฏิกิริยาของผลข้างเคียงจาก 36 คน ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง มีเพียงอาการเจ็บบริเวณแผลที่ฉีดเพียงเล็กน้อย

ส่วนผลข้างเคียงที่พบนั้น เป็นเพียงระดับที่ 1 คือเจ็บปวดบริเวณที่ฉีดเพียงเล็กน้อยถึงปานกลาง มีอาการอ่อนเพลีย มีไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดมากขึ้นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2
สำหรับผลของภูมิคุ้มกัน วัคซีน ChulaCov-19 สามารถยับยั้งการจับของโปรตีนที่ปุ่มหนามของไวรัสโควิด-19 ได้ 94% เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนอื่นๆ เช่น วัคซีนไฟเซอร์ 94% แอสตร้าเซนเนก้า 84% และซิโนแวค 75%
ส่วนกรณีเปรียบเทียบ ภูมิคุ้มกันในเลือด ของเข็มที่ 1 และ 2 ระหว่าง ChulaCov-19 และ ไฟเซอร์ นั้น พบว่า ภายหลังจากฉีดเข็มที่ 1 ได้ 3 อาทิตย์ และเมื่อฉีดเข็มที่ 2 แล้ว 3 อาทิตย์ มีภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกัน
โดยสามารถสรุปเบื้องต้น การทดสอบวัคซีน ChulaCov-19 ในระยะที่ 1 ในอาสาสมัคร 36 คน อายุตั้งแต่ 18-55 ปี พบว่า ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ โดยมีผลข้างเคียงอยู่ในขั้นเล็กน้อยหรือปานกลางและดีขึ้นภายในเวลาประมาณ 1-3 วัน
ขณะที่ วัคซีน ChulaCov-19 มีจุดเด่น คือ สามารถกระตุ้นภูมิชนิดแอนติบอดี ได้สูงเทียบได้กับวัคซีน mRNA เช่น ไฟเซอร์ และกระตุ้นแอนติบอดี้ได้สูงมากในการยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม
นอกจากนี้ แอนติบอดี้ที่สูงนั้น สามารถยับยั้งเชื้อข้ามสายพันธุ์โควิดได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ คือ อัลฟา (อังกฤษ) เบตา (แอฟริกา) แกมมา (บราซิล) และเดลตา (อินเดีย)
รวมทั้งสามารถจัดเก็บในตู้เย็นธรรมดาที่มีอุณหภูมิ 2-8 องศา ได้มากกว่า 3 เดือน และหากอยู่ในอุณหภูมิ 25 องศา จะสามารถอยู่ได้ถึง 14 วัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนส่ง การจัดเก็บ และการนำไปใช้จริงได้มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการทดสอบในระยะที่ 2 จะเริ่มฉีดในอาสาสมัครได้ในวันที่ 25 ส.ค.64 ก่อนที่ในเดือน ต.ค.64 จะพร้อมผลิตโดยคนไทย 100% (ปัจจุบันยังคงจ้างสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตสูตร) ก่อนที่จะทดสอบในระยะที่ 2B หรือระยะที่ 3 ตามหลักเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่กำหนดสำหรับวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทย โดยมุ่งหวังว่า ChulaCov-19 จะสามารถใช้วัคซีนป้องกันโควิด เข็มกระตุ้น หรือเข็มที่ 3 ต่อไป

เรื่องที่น่าสนใจ
อนุรักษ์ “พะยูน” เสียงสะท้อน รัฐ-ชุมชน ในวันครบรอบ 2 ปี การจากไปของ “มาเรียม”
