“บสย.” ถูกยก “สถาบันการเงินแห่งปี 2563” รางวัลเกียรติยศ ทุ่มงานหนักฝ่าโควิด

“บสย.” ถูกยก “สถาบันการเงินแห่งปี 2563” รางวัลเกียรติยศ ทุ่มงานหนักฝ่าโควิด

สื่อในเครือ “ดอกเบี้ย” ประกาศมอบรางวัลเกียรติยศ Bank of the Year 2020 หรือ สถาบันการเงินแห่งปี 2563 แก่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือ Thai Credit Guarantee Corporation (TCG) ในฐานะองค์กรที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก ในการร่วมต่อสู้วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19

จากสถานการณ์การแพระระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้หลายธุรกิจทุนหายกำไรหด หมดเนื้อหมดตัว หนักหนาสาหัสไปตามๆกัน ด้วยความมุ่งมั่น และความพยายามของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการขับเคลื่อนองค์กรทั้งคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนัก ในการระดมออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs ต่อสู้กับวิกฤตการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 จนสื่อสิ่งพิมพ์ “เครือดอกเบี้ย” ซึ่งประกอบด้วย นิตยสาร “ดอกเบี้ย” หนังสือพิมพ์ “ดอกเบี้ยธุรกิจ” และรายการวิทยุ “เซียนเศรษฐกิจ” ประกาศมอบรางวัลเกียรติยศ Bank of the Year 2020 หรือ สถาบันการเงินแห่งปี 2563 ให้แก่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือ Thai Credit Guarantee Corporation (TCG) หลังจากพิสูจน์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา “บสย.” เป็นเครื่องมือและกลไกสำคัญในการค้ำประกันสินเชื่อช่วยผู้ค้า SMEs ธุรกิจรายย่อย รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระ อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดของ SMEs ในภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง ช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ไปให้ได้

สำหรับปีที่ผ่านมา บสย.สามารถสร้างผลการดำเนินงานยอดค้ำประกันสินเชื่อทุบสถิติ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) สูงถึง 100,000 ล้านบาท และผลงานค้ำประกันสินเชื่อปี 2563 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 28 ปีเลยก็ว่าได้ โดยมีจำนวนสูงถึง 166,419 ราย วงเงิน 141,888.89 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 8.5 แสนบาท ทำให้ยอดค้ำประกันเพิ่มขึ้นถึง 57% เมื่อเทียบกับปี 2562 สูงกว่าเป้าหมาย 41.2% จากเป้าที่วางไว้ 100,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดสินเชื่อใหม่ในระบบกว่า 162,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ บสย. ได้มีการบริหารจัดการภายใน โดยผู้นำองค์กรและทีมพนักงาน ได้มองเห็นถึงจุดแข็งและจุดด้อยที่ควรนำมาปรับปรุง แก้ไข เพื่อใช้ในการวางแผน พัฒนาจัดการองค์กรให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงมีการปรับกระบวนการทำงานจนส่งผลให้กระบวนการในการอนุมัติหนังสือค้ำประกันสินเชื่อมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น จากเดิมเฉลี่ยวันละ 500 ฉบับ ขยับเป็นวันละ 2,000 ฉบับ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งการออกมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ มาตรการพักการชำระค่าธรรมเนียมค้ำประกันนานสูงสุด 12 เดือน มาตรการขยายเวลาการค้ำประกันในโครงการ PGS5 – PGS7 นานสูงสุด 5 ปี และโครงการประกันสินเชื่อ “บสย.SMEs สร้างไทย” โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 2 ปี วงเงินค้ำประกันสูงสุด 30 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 10 ปี โดยยังได้พัฒนาเครื่องมือ Financial Health Check ซึ่งเป็น Credit Scoring ให้ SMEs สามารถตรวจสอบสุขภาพทางการเงินได้ด้วยตัวเอง รวมไปถึงการยกระดับ “คลินิกหมอหนี้” จัดตั้งเป็นศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A.Center) เพื่อการยกระดับการให้บริการผู้ประกอบการ SMEs “จากผู้ค้ำประกันสู่ที่ปรึกษาทางการเงิน”

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไปของ บสย. กล่าวอย่างภูมิใจถึงรางวัลเกียรติยศนี้ว่า “ในปี 2563 บสย. ทุ่มเททำงานอย่างหนักร่วมกันระดมแนวคิดออกแบบผลิตภัณฑ์การค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SMEs ธุรกิจรายย่อย รวมถึงกลุ่มอาชีพอิสระ เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุม เพื่อต่อสู้วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำร้ายเศรษฐกิจของเราอยุ่ในขณะนี้

เราปรับกระบวนการทำงาน เร่งหารือ ทำความเข้าใจกับพันธมิตร ในขณะเดียวกันก็พัฒนา อบรมทักษะต่าง ๆ ให้เพื่อนพนักงานอย่างไม่หยุดยั่ง เพื่อก้าวให้ทันโลก ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดให้ SMEs ในภาวะวิกฤตอันยากลำบากนี้อย่างแท้จริง วันนี้ เรารู้สึกขอบคุณและภาคภูมิใจที่มีคนเห็นความตั้งใจทุ่มเทของพวกเราที่จะเป็นเครื่องจักรหลักในการพยุงเศรษฐกิจของประเทศ”

สำหรับรางวัลเกียรติยศครั้งนี้ เครือดอกเบี้ย ตั้งใจมอบให้ถึงแม้ บสย.จะไม่ได้เป็นธนาคารตามชื่อรางวัล โดยเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ที่ไม่ใช่ธนาคาร แต่ก็ถือเป็นสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง ที่มีบทบาทในฐานะผู้เติมเต็มช่องว่างทางการเงิน ลดปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ที่มีหลักประกันไม่พอ นับเป็นการเกื้อหนุนภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไม่แพ้ธนาคาร จึงได้ขยายนิยาม Bank หรือธนาคาร ให้ครอบคลุมถึง บสย. ด้วย

ดั่งที่ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ได้บอกถึงแนวนโยบาย ของ บสย. ที่วางตัวเองเป็นเหมือนเป็น “นายธนาคารข้างถนน” ที่เข้าถึงง่าย เป็นที่พึ่งได้สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ผ่านองค์ความรู้ เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญที่มี จากแนวคิดการลงไปสู่ฐานรากมากขึ้น แม้เป็นเป็นการเริ่มต้นในจุดเล็กๆ แต่เพื่อป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคงและแข็งแรงอย่างยั่งยืน

วันนี้ บสย. จึงนับว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งของภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทต่อฐานรากของระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างมาก เป็นองค์กรที่ทำให้ผู้ค้าขายรายเล็กๆซึ่งต้องการเงินทุนจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน กลายเป็นคนที่พร้อมหรือมีคุณสมบัติตรงกับที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินต้องการ ซึ่งสำหรับผู้ค้าตัวเล็กๆ เป็นเรื่องยากมากที่สถาบันการเงินต่างๆ จะปล่อยเงินกู้ให้สำหรับการทำธุรกิจ ให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ได้มีโอกาสต่อลมหายใจธุรกิจตัวเองได้กลับมาสู้ต่ออีกครั้งอย่างเข้มแข็ง

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

เริ่มแล้วค้ำประกันสินเชื่อ 1 แสนล้าน 6 โปรเจกค์ “บสย. SMEs ไทยสู้ภัย COVID-19”