หมวดเจี๊ยบอัด รัฐบาลประยุทธ์ ใช้เวลาพิสูจน์มา 5-6 ปี เป็นที่พึ่งของประชาชนไม่ได้ บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวสะสมจนทำให้เศรษฐกิจไทยป่วยหนัก
ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้คนไทยก้าวเข้าสู่ปี 2563 อย่าง “หนูราชสีห์” คือ ฉลาด และพึ่งตนเองได้ โดยไม่ต้องรอพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว เพราะเวลา 5-6 ปีที่ผ่าน ได้พิสูจน์แล้วว่า รัฐบาลประยุทธ์ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของคนไทยได้ ทำให้สภาพเศรษฐกิจในปีหมูที่ผ่านมา มีอาการย่ำแย่คล้าย “หมูเป็นฝี” เพราะโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง นอกจากจะผลาญงบประมาณแผ่นดินอย่างมหาศาลแล้ว ยังไม่ได้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่าต่อประเทศชาติและประชาชน กล่าวคือ ไม่ได้ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ได้แต่ผลาญงบประมาณไปวัน ๆ โดยไม่สามารถสร้างรายได้กลับคืนเข้าสู่ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน
น่าสังเกตว่า ในช่วงวันหยุดปีนี้ ร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ได้หยุดยาวช่วงสิ้นปีอย่างที่ผ่าน ๆ มา โดยเฉพาะ ร้านอาหารต่าง ๆ ไม่ได้รีบปิดร้านเพื่อไปเที่ยวช่วงปีใหม่
ดังนั้น ช่วง 4-5 วันนี้ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังสามารถตระเวนไปทานอาหารเจ้าประจำได้ตามปกติ เช่น ร้านเกาเหลาเนื้อเปื่อย ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ หรือ ข้าวขาหมู เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่ ร้านเหล่านี้ ไม่ได้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่เป็นร้านอาหารตามตึกแถวริมถนน
ซึ่งถ้าเป็นช่วงเศรษฐกิจดี ๆ ก็เห็นร้านอาหารเจ้าที่อร่อย ๆ ทั้งหลายมักจะหยุดยาวทุก ๆ เทศกาล
แต่ปีนี้ร้านอาหารเจ้าดัง ๆ กลับเปิดจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม เลยทีเดียว และดูเหมือนจะเลือกหยุดเฉพาะวันที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น คือ 31 ธันวาคม และ 1 มกราคม ราวกับเจ้าของร้านเหล่านั้นอยากจะขายของให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่
ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ที่ระบุว่า คนรากหญ้า ส่วนใหญ่ 65.5 เปอร์เซ็นต์ ตั้งใจจะเก็บเงินให้มากขึ้นในปีหน้า และรองลงมา 49.1 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าจะลดรายจ่ายให้มากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่เชื่อมั่นในอนาคตทางเศรษฐกิจ จึงวางแผนที่จะรัดเข็มขัดมากกว่าเดิมในปีหน้า
และข้อมูลดังกล่าวก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทย ที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าคะแนนต่ำที่สุดในรอบ 67 เดือน ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า สาเหตุที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นเพราะคนไทย “เป็นห่วงสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมือง”
แล้วอย่างนี้รัฐบาลประยุทธ์ยังกล้ามาอ้างได้อย่างไรว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ทำไมต้องโกหกประชาชนด้วยล่ะ อันที่จริง รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชน ชาวบ้านจะได้รู้สถานการณ์ที่แท้จริงทางเศรษฐกิจของประเทศ จะได้วางแผนรับมือล่วงหน้าได้ทัน ไม่ใช่โกหกชาวบ้านไปวัน ๆ เพื่อปกปิดความล้มเหลวของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ รัฐบาลประยุทธ์บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวสะสมมาตั้งหลายปี จนประเทศไทยกลายเป็น “คนป่วยของเอเชีย” ในสายตานักวิชาการต่างประเทศ และป่วยหนักจนอาการปิดไม่มิดคล้าย “หมูเป็นฝี” ในปี 2562 ที่ผ่านมา และคาดว่าฝีจะแตกในปีหน้า ซึ่งตรงกับปีหนู
ที่น่าหงุดหงิดหัวใจอีกเรื่อง ก็คือ นอกจากรัฐบาลจะเก่งแต่ผลาญงบ โดยไม่สามารถสร้างรายได้กลับคืนเข้าสู่ประเทศแล้ว ยังทำให้คนไทยต้องเดือดร้อน เพราะกำลังจะโดนเก็บภาษีแปลก ๆ หลายรายการที่ไม่เคยโดนเก็บมาก่อน เพื่อช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปของรัฐบาลซึ่งคาดว่าจะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าในปีหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นความถังแตกของรัฐบาล “เซียงกง” สมกับที่สื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลตั้งฉายาให้
จะเห็นได้ว่า ช่วงนี้มีข่าวหนาหูว่า รัฐบาลเตรียมเก็บภาษีแปลก ๆ เช่น เก็บภาษีคนมีบ้านและคอนโดเกิน 1 แห่ง หรือ ภาษีศุลกากรที่รัฐเตรียมตรวจค้นกระเป๋านักท่องเที่ยวที่สนามบินอย่างเข้มข้นในปีหน้า โดยเตรียมจะสแกนกระเป๋าเดินทางทุกใบเพื่อรีดภาษีจากสินค้าที่คนไทยไปช้อปปิ้งจากเมืองนอก เหมือนจะไม่ให้ภาษีเหล่านี้ตกหล่นแม้แต่สตางค์แดงเดียว
ที่พูดนี้ ก็ไม่ได้ต้องการให้เสียบรรยากาศการเฉลิมฉลองของทุกท่านในช่วงเทศกาลนะคะ
แค่จะบอกว่า เมื่อวันหยุดผ่านไป ก็อยากเห็นคนไทยทุก ๆ ท่าน ช่วย ๆ กันเอา “พลังบวก” ที่ท่านได้รับจากการชาร์จแบตกับคนในครอบครัวในช่วงวันหยุดสิ้นปี ไปใช้เป็นพลังในการขับเคลื่อนปาะเทศไทย ให้เดินหน้าสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและสดใสยิ่งขึ้นในทุก ๆ ด้านค่ะ
เพราะประเทศไทยของเราจะสามารถกลับมายืนผงาดเป็นประเทศแถวหน้าในอาเซียนได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของพวกเราคนไทยนี่แหละค่ะ
เพราะคนไทยคงไม่สามารถฝากความหวังกับรัฐบาลประยุทธ์ได้ เนื่องจากเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ จะเอาตัวเองรอดไปได้สักกี่น้ำก็ยังไม่รู้ เพราะจับมือกันอย่างหลวม ๆ โดยมีเพียงใยเส้นบาง ๆ ที่ยึดโยงกันเอาไว้ คือ คำว่าผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่แสนจะเปราะบาง แล้วประชาชนจะไปฝากผีฝากไจ้อะไรกับรัฐบาลที่อ่อนแอและไร้ศักยภาพแบบนี้ได้
ดังนั้น ในปีหนูที่กำลังจะมาถึง พลเมืองชาวหนูทั้งหลายควรใช้ชีวิตอย่าง “หนูราชสีห์” กล่าวคือ ขยัน มีสติปัญญา และพึ่งตนเองได้
ทั้งนี้ สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “หนู” นั่น แม้จะไม่ได้มีร่างกายที่ใหญ่โต แต่ความเฉลียวฉลาดและความขยันของหนูตัวเล็ก ๆ ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาสำคัญ ๆ ให้กับราชสีห์ได้เช่นกัน
ถ้าเปรียบเทียบว่า “ราชสีห์” คือ ประเทศ นั่นก็เท่ากับว่า “หนู” ซึ่ง หมายถึง สมาชิกตัวเล็กตัวน้อยในประเทศนั้น ย่อมเป็น ตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศใหญ่ๆ ให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้องนั่นเองค่ะ
เมื่อศักราชใหม่มาถึง หนูทั้งหลายจงเดินหน้าทำประโยชน์ให้บ้านเมือง เพื่อให้ราชสีห์เล็งเห็นถึงประโยชน์และคุณค่าในการดำรงอยู่ของหนูตัวเล็ก ๆ กันนะคะ
“ในวันสุดท้ายของปี 2562 หรือ ปีหมู ที่กำลังจะสิ่นสุดลงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ก็เชือว่าคนส่วนใหญ่คงกำลังใช้ช่วงเวลาพิเศษนี้กับคนในครอบครัวและรอเวลา Countdown หรือ นับถอยหลังเข้าสู่วันแรกของปีใหม่อยู่กับคนที่คุณรัก
แต่ท่ามกลางความสนุกสนาน ก็อยากให้ทุกท่านสนุกอย่างมีสติและระมัดระวังความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่นด้วยนะคะ เพื่อให้วันสุดท้ายของปี คือ จุดเริ่มต้นที่ดี ของการก้าวเข้าสู่ปีหนู อย่างหนูราชสีห์ ที่เต็มไปด้วยพลังบวกค่ะ “ร.ท.สุนิสา กล่าว
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
“บิ๊กป่าไม้”ดีเดย์ 6 มกราฯ ไล่รื้อรีสอร์ท “ม่อนแจ่ม”รุกป่า
