กกต. แจง “ธนาธร” ฟ้องผิดคดี ยัน ถือหุ้นสื่อ เดินตามกม.

กกต. แจง “ธนาธร” ฟ้องผิดคดี ยัน ถือหุ้นสื่อ เดินตามกม.


กกต. แจง ดำเนินคดี “ธนาธร” การตามกฎหมาย ยัน ไม่ได้เร่ง และไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง ชี้ คดีถือหุ้นสื่อ ทำตาม รธน. มาตรา 82 วรรคสี่ มีอำนาจส่งศาลฯวินิจฉัยได้ เมื่อเห็นว่า สมาชิกภาพของ ส.ส.คนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลง คนละกรณีกับ คดีฝ่าฝืน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ที่สมัครโดยรู้ว่าไม่มีสิทธิ ซึ่งกำลังอยู่ในการไต่สวน เป็นคดีอาญา โทษคุก1-10 ปี ตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี

วันนี้ (19 พ.ย.62 ) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยื่นฟ้อง กกต.7 คน ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจากการที่รวบรัดรีบส่งคดีนายธนาธร ถือหุ้นสื่อให้กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยที่คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ยังดำเนินการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น ว่า

กรณีที่ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของนายธนาธร สิ้นสุดลง การดำเนินการกรณีสมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด และไม่ได้อยู่ในนิยามของ “กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง” ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 การดำเนินการจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว

ดังนั้นเมื่อ กกต.เห็นว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.คนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลง ก็สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ทันที ซึ่งกรณีของนายธนาธร เป็นกรณีความปรากฏต่อ กกต.ว่าสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ. 5 ) มีชื่อ นายธนาธร ส.ส.เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ101 (6) ประกอบมาตรา 98 (7) กกต.จึงได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ส่วนกรณีที่นายธนาธร อ้างว่าการดำเนินการของอนุกรรมการฯ ยังไม่เสร็จสิ้น แต่มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น เป็นกรณีที่มีผู้กล่าวหาว่า นายธนาธร ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ที่กำหนด ห้ามผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือมีลักษณะต้องห้าม ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) รู้อยู่ว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งมีกระบวนการไต่สวน ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561

โดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนต้องแสวงหา และรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเสนอสำนวนต่อ กกต.เพื่อพิจาณาวินิจฉัยชี้ขาด โดยต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาทราบข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุป รวมทั้งให้โอกาสมาให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐานด้วย และขณะนี้สำนวนอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน กกต. ยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด ในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งการดำเนินการของ กกต.ทั้งสองส่วน กกต.ดำเนินการตามกฎหมายและข้อเท็จจริงแล้วแต่กรณี โดยมิได้มีการเร่งรัดหรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองแต่อย่างใด

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ตามมาตรา 151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้แสวงหาข้อเท็จจริงไว้ โดยในมาตรา 151 นี้ได้กำหนดโทษไว้ว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่น – 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

 

ข่าวงอื่นที่น่าสนใจ

กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้อนาคตใหม่ส่งเอกสารการกู้เงินธนาธร