ส.ว.ลงมติเอกฉันท์ 223 เสียง ผ่าน พ.ร.ก.โอนกำลังพลฯ “สมชาย ” ซัด! 70 ส.ส.อนาคตใหม่ สร้างความแปลกประหลาด-ความแปลกแยกในสภานิติบัญญัติ ขู่หากไม่หยุดเจอรัฐประหารรอบ 3 แฉบางกลุ่มการเมือง พวกปฏิกษัตริย์นิยม พยายามนำมวลชนโซเชียลลงสู่ถนนแบบฮ่องกง

วันนี้(20 ต.ค.) ได้มีการประชุมวุฒิสภาวาระพิเศษ โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาพ.ร.ก. โอนอัตรากำลังและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี โดยมีพล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม กล่าวรายงานหลักการและเหตุผลต่อที่ประชุม
ทั้งนี้การอภิปรายของ ส.ว. ต่างแสดงความเห็นที่พร้อมจะอนุมัติพ.ร.ก.ดังกล่าว เพราะเป็นเหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 กำหนดไว้
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์. ส.ว. ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ อภิปรายว่า หลังจากกมธ.พิจารณาพ.ร.ก.ฉบับนี้ พบว่าในการออกเป็นพ.ร.ก.ต้องอาศัยเหตุผล และความจำเป็น ตามที่บัญญัติไว้ในรธน. เพราะโดยปกติการโอนอัตรากำลังหรืองบประมาณ ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่การที่รัฐบาลเลือกออกเป็นพ.ร.ก. ด้วยเหตุผลความจำเป็นตามรธน. มาตรา 172 ที่บัญญัติว่า กรณีเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์ทรงตราพ.ร.ก.ให้ใช้บังคับดังเช่นพ.ร.บ.ได้
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมี 3 สถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สถาบันที่พวกเราต้องเทิดทูล ถวายความปลอดภัย คือสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งรัดดำเนินการ เพื่อให้การถวายความปลอดภัย และการเทิดพระเกียรติเป็นไปตามความมุ่งหมาย จะปล่อยให้เนิ่นนานไปคงไม่ได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือประชาชนทั่วไป ต้องเห็นเรื่องการถวายความปลอดภัยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะรอได้ เพราะบางเรื่องหากรออาจเกิดผลเสียหาย อย่างไรก็ตาม หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยเป็นส่วนราชการอยู่ในพระองค์ มีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงการเพิ่มอัตรากำลัง และงบประมาณ ฉะนั้น การที่จำเป็นต้องโอนอัตราหรืองบบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย และกระทรวงหลาโหม ไปอยู่ในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กมธ.ฯ จึงเห็นว่ามีความจำเป็นจริงๆที่ต้องตราเป็นพ.ร.ก.โดยไม่อาจรอเป็นพ.ร.บ.แล้วไปเข้าตามช่องทางปกติ ซึ่งต้องใช้เวลานาน อาจไม่ทันการเรื่องการถวายความปลอดภัย จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลได้เสนอออกเป็นพ.ร.ก.
ด้านนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ที่แสดงความเห็นชอบที่จะอนุมัติพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ยังได้เรียกร้องให้ พรรคอนาคตใหม่รับผิดชอบต่อกรณีที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่รับผิดชอบต่อการอภิปรายที่ระบุไว้ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพราะเป็นประเด็นที่ทำให้สังคมสับสนและอาจนำไปสู่ความเผชิญหน้าและขัดแย้งระหว่างประชาชนที่รักชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยนายสมชาย อภิปรายว่า การอภิปรายของส.ส.ในที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ระหว่างการพิจารณา พ.ร.ก. ดังกล่าว มีข้อมูลที่บิดเบือน ฉวัดเฉวียน และทำให้สังคมสับสนว่าการไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก. และอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่สมควรประกาศ พ.ร.ก. และตั้งคำถามว่าทำไมไม่ทำเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ทั้งนี้เรื่องความมั่นคงปลอดภัยประเทศ ว่าด้วยการอารักขา ถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ เป็นเรื่องสำคัญของชาติ หากทำเป็นพ.ร.บ. แม้สภาฯ จะพิจารณาแบบ 3 วาระรวดได้ เพื่อความรวดเร็ว แต่ต้องใช้การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เต็มสภา และส.ส.สามารถแปรญัตติ หาก ส.ส.70 คนที่โหวตสวนมติอนุมัติ พ.ร.ก. แปรญัตติที่มีผลเปลี่ยนแปลงเนื้อหา ซึ่ง พ.ร.ก. ที่มีผลบังคับใช้แล้ว หากมีผลเปลี่ยนแปลงบางกรม หรือแก้ไขบางส่วน และมีข้อผิดพลาด รัฐสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต้องรับผิดชอบ หรือหากผ่านสภาฯ โดยไม่แก้ไข ต้องเข้าสู่การประชุมวุฒิสภา ซึ่งการพิจารณาเป็นร่างพ.ร.บ. อาจใช้เวลานานเกือบ 1 ปี ดังนั้นการโอนย้ายหน่วยงาน ที่สำคัญอาจเป็นการถ่วงเวลา
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
