หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้การกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันความบริสุทธิ์ โอนหุ้นวีลัควันที่8 ม.ค. ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารบริษัท
จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดไต่สวนพยาน โดยตุลาการศาลจะพิจารณาไต่สวนพยาน 10 ปาก ในคดีที่คณะกรรการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยสมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีการถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด ระหว่างการลงสมัครรับเลือกตั้ง เหตุจากมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเริ่มการไต่สวนตั้งแต่เวลา 09.00 นั้น
ล่าสุด นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ให้ปากคำต่อตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญ มีการไต่สวนสอบถามถึงเหตุการณ์ในวันที่นายธนาธร ได้ให้การว่า ตนเองนั้นได้ทำการโอนหุ้น ในวันที่ 8 ม.ค. โดยนายธนาธรได้อธิบายว่า จากการนัดหมายของทีมงานพรรคที่ มีกำหนดการลงพื้นที่หาเสียงในวันนั้น ที่จ.บุรีรัมย์ และตนเองนั้น จำผิดว่าการลงพื้นที่หาเสียงตรงกับนัดหมายในการโอนหุ้น
ทันทีที่เสร็จการหาเสียง ตนจึงเตรียมการจะกลับกรุงเทพฯ ซึ่งวางแผนการเดินทางว่าจะด้วยเครื่องบินหรือรถยนต์ส่วนตัว และเมื่อคำนวณเวลาแล้วใช้เวลาไม่มากไปกว่ากัน จึงตัดสินใจเดินทางด้วยรถยนต์
เมื่อศาลได้ซักถามว่า ระหว่างการเดินทางกลับนั้นมีการโทรหา หรือใครโทรหาหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ตนเองหลับตลอดทาง และจำไม่ได้ว่ามีสายเข้าหรือโทรออกหรือไม่
จากนั้น ศาลได้ถามถึงตัวบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์โอนหุ้น โดยนายธนาธรตอบได้ตรงกับที่ให้การไว้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
ขณะที่ศาลซักถามถึงความล่าช้าในการนำเช็คโอนหุ้น จำนวนเงินกว่า 6 ล้านบาทเข้าบัญชีนั้น นายธนาธร กล่าวกับศาลว่า ไม่ทราบว่าทำไมถึงเข้าช้า เพราะให้ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินทั้งหมด
อย่างไรก็ดี นายธนาธร ได้ชี้แจ้งกับศาลต่อไปว่า ในส่วนของการบริหารบริษัทวีลัคนั้น ตนเองไม่ทราบว่าใครเป็นกรรมการผู้บริหาร เนื่องจากเป็นส่วนงานที่ถือว่าเล็กมากในองค์กรที่ตนเคยกำกับดูแล จึงไม่ได้ให้ความสนใจ และระบุอีกว่า หากจะให้เกิดความเป็นธรรมกับตนนั้น ขอให้มีการพิสูจน์โดย เรียกอดีตพนักงานของบริษัทมาถามว่าใครเคยเห็นตนในบริษัทนั้นบ้าง แต่ยอมรับว่า ได้ร่วมคิดกับคนในครอบครัว แต่คนจัดการเป็นฝ่ายธุรการ
“ผมตั้งใจอย่างจริงจังว่าอยากจะทำงานการเมืองโดยไม่มีข้อผลประโยชน์เหมือนที่คุณทักษิณโดนมาก่อน เพราะผมไม่ได้ตั้งใจมานั่งที่นี่เพื่อทำอย่างนี้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ผมอยากจะผลักดันประเทศชาติให้ไปข้างหน้า ให้หลุดจากความขัดแย้ง กลับมาเป็นประชาธิปไตย ให้มีนิติรัฐ นิติธรรมในประเทศนี้ ดังนั้นเป็นความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเอาตัวเองออกจากการเมือง แล้วถ้าวันนี้ท่านตัดสินเป็นคุณกับผม ออกไปผมจะดำเนินการเรื่อง blind trust ทันที ให้บุคคลที่สามจัดการทรัพย์สินผมให้หมดเลย อย่างที่ผมสัญญากับประชาชนไว้ ผมสัญญา กับประชาชนเรื่อง blind trust ก่อนจะเกิดอะไรอย่างนี้ ใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกที่จะเอาทรัพย์สินไปดูแลจัดการแบบที่ผมไม่ต้องเกี่ยวข้อง เพื่อจัดการ เพราะผมไม่ใช่คุณทักษิณ ผมไม่ได้เข้ามา เพื่อจะมีผลประโยชน์บริวารห้อมล้อม ไม่ใช่ ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ผมตัดสินใจอย่างนี้ เพราะผมอยากเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะผมรู้สึกว่าสังคมมันเดินหน้าต่อไปอย่างนี้ไม่ได้” นายธนาธร กล่าว
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ
