“อุตตม”แจง การจัดทำงบฯปี 63 อิงวินัยการเงินการคลัง ไม่ได้แจกเงินอย่างไร้ทิศทาง ยก “ชิมช้อปใช้” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ตั้งเป้าปี 73 สามารถจัดทำงบประมาณในแบบสมดุลได้
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงในการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญทุกมิติ ในการจัดทำพ.ร.บ.ดังกล่าว ทั้งเรื่องการสร้างประโยชนกับประชาชน ความถูกต้องตามกฎหมาย มีหน่วยงานพิจารณาแต่ละขั้นตอนให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาฯ
สำหรับการทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณนี้รัฐบาลได้ทำรายละเอียดที่มาและแหล่งรายได้ ซึ่งมีทั้งส่วนที่มาจากภาษี ส่วนที่ไม่ใช่ภาษีซึ่งจัดเก็บโดยหน่วยงานอื่นๆ การส่งรายได้จากรัฐวิสาหกิจ

ขณะที่การประมาณการรายได้ที่รัฐบาลคาดว่าจะจัดเก็บได้นั้น เราได้ทำอย่างรอบคอบผ่านกลไกที่มีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจการเงินการคลัง อาทิ สำนักงบประมาณ กระทรวงคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อีกทั้งการจัดทำงบประมาณฯ มีความสอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของประเทศ และแนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ด้านการเร่งการใช้จ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลมีการหารือในเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่ใช่การแจกเงินอย่างไร้เป้าหมาย โดยรัฐบาลมีหลัก 4 ข้อในการออกแบบมาตรการชุดเศรษฐกิจ คือ 1.ต้องแก้ตรงจุด 2.มีความรวดเร็วทันการณ์ 3.เป็นมาตรการชั่วคราว 4.ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายของเรา คือผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร
ในส่วนของมาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” เป็นมาตรการสำหรับประชาชนทั่วไป และเป็นหนึ่งในชุดมาตรการที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนมีเงินจับจ่าย ขณะที่ธุรกิจก็ได้ลูกค้า และที่สำคัญยังส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ และมาตรการ”ชิม ช้อป ใช้”ไม่ใช่การหว่านเงิน และร้านค้าที่ร่วมโครงการนี้ ร้อยละ 80 เป็นร้านค้ารายย่อย ร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ใช่ห้างใหญ่ และคาดว่าจะมีจำนวนห้างใหญ่มาร่วมโครงการนี้ลดลง

อย่างไรก็ตามส่วนที่มีการดำเนินการผิดหลักเกณฑ์ยอมรับว่าก็มีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย เมื่อพบก็ได้ตักเตือน แต่ถ้าเกินขอบเขต ก็มีมาตรการจัดการ ทั้งการระงับสิทธิ์ เพิกถอนสิทธิ์ และดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ มีการใช้ระบบอี-เพย์เมนท์ ตอนนี้กำลังต่อยอด ขยายผลอย่างกว้างขวาง ใช้เทคโนโลยีมาทำให้มาตรการนี้ไปสู่ประชาชน และจากนี้ไปสิ่งดีๆจะเข้าหาประชาชนตามมาแน่นอน สำหรับข้อมูลการจับจ่ายของประชาชนผ่านมาตรการระบบของรัฐ เรารวบรวมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารประเทศ บริหารโครงการ ไม่ได้เอาไปทำอื่นใด ทั้งนี้การดูแลลเศรษฐกิจไทย ต้องอาศัยทุกภาคส่วนมาช่วยกัน เพื่อทำให้คนในและคนข้างนอกมองเข้ามาด้วยความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยเฉพาะสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มองว่าไทยมียุทธศาสตร์และเป้าหมายที่ชัดเจน และแข็งแกร่งเพียงพอทางการเงินการคลัง ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อทางเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และฟิทช์ เรทติ้งส์ จัดอันดับให้ไทยมีเสถียรภาพเชิงบวก
อย่างไรก็ตามเรื่องการจัดทำงบขาดดุล เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศที่กำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ เร่งการลงทุน ปรับเปลี่ยนประเทศ บางอย่างต้องเริ่มวันนี้ เราต้องใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว เหมือนกับหลายประเทศ เพื่อให้การพัฒนาสอดรับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ขอยืนยันว่าเรามีวินัยการเงินการคลัง ทุกโครงการต้องสอดคล้องกับพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ขาดดุลได้เฉพาะการทำเพื่อสนับสนุนการลงทุน แต่รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนว่าในการจัดทำประมาณในอนาคต ต้องเป็นงบประมาณสมดุล โดยจะมีคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งมีเป้าหมายการทำงบประมาณสมดุล ในปี 2573 สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยจากนี้ไปมุ่งลดการขาดดุลของภาครัฐ
ส่วนการจัดเก็บรายได้ ซึ่งมีส.ส.บางคนบอกว่าประมาณการไว้มากเกินไปและรัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า นั่นเป็นข่าวคลาดเคลื่อน ตนยืนยันว่างบประมาณปี 2562 รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้า 13,000 ล้านบาท เพราะจากปีที่ผ่านมารัฐสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าถึงหมื่นสามพันล้านบาท โดยปีนี้มีเป้าหมายจะขยายฐานภาษีมากขึ้น จึงมันใจได้ว่าจะสามารถเก็บได้ตามเป้าอย่างแน่นอน
