ภูมิปัญญาพื้นบ้านแนะสังเกตเห็ดพิษ ห้ามรับประทาน

ภูมิปัญญาพื้นบ้านแนะสังเกตเห็ดพิษ ห้ามรับประทาน

หมอเตือนกินเห็ดป่าช่วงฤดูฝน เสี่ยงอันตรายเจอเห็ดพิษ แนะวิธีป้องกันและบรรเทาอาการเบื้องต้น ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านและสมุนไพรล้างพิษใกล้ตัว และควรรีบไปพบแพทย์

นพ.สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในทางการแพทย์แผนไทย เห็ดถือเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็น มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ช้ำใน บำรุงร่างกาย และช่วยให้เจริญอาหาร งานวิจัยในปัจจุบันยืนยันว่าเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดหอม และเห็ดหลินจือ มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้ คุณสมบัติเด่นของเห็ด คือ มีไฟเบอร์สูงและแคลอรี่ต่ำ มีปริมาณโปรตีนสูงประมาณ 5-34 % มีไขมันต่ำเพียง 1-8 % ของน้ำหนักแห้ง 100 กรัม มีแร่ธาตุ และวิตามินสูง เห็ดจึงเป็นอาหารสุขภาพที่ส่งเสริมให้มีสุขภาพดี

ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่เหมาะสมของการเจริญเติบโตของเห็ดหลากหลายชนิดโดยเฉพาะเห็ดป่า ชาวบ้านมักเก็บ เห็ดป่ามาเพื่อค้าขายและบริโภค ตัวอย่างเห็ดป่าที่กินได้และรู้จักกันดีในประเทศไทย ได้แก่ เห็ดระโงกขาว เห็ดโคน เห็ดขอน และเห็ดเผาะ เป็นต้น แม้เห็ดป่าส่วนใหญ่จะรับประทานได้และมีประโยชน์ แต่เห็ดป่าบางชนิดก็มีพิษร้ายแรง เช่น เห็ดระโงก เห็ดระงาก เห็ดหัวกรวดครีบเขียว กลุ่มเห็ดถ่านเลือด กลุ่มเห็ดน้ำหมึก เป็นต้น เมื่อพิษเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์ทําลายเนื้อเยื่อตับ ไต ระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด ระบบหายใจ ระบบประสาท และทำให้เกิดอันตรายอาจถึงแก่ชีวิตได้ อาการแสดงหลังจากได้รับพิษ คือ มีอาการท้องร่วง เป็นตะคริวที่ท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ความรุนแรงขึ้นกับเพศ อายุ และปริมาณในการรับประทาน

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าฤดูฝนทุกปี จะมีเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ประชาชนมักเก็บมาขายหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดพิษเป็นประจำ เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-26 พฤษภาคม 2562 พบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษ 141 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55-64 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 5 อันดับแรกคือ อุบลราชธานี อํานาจเจริญ ศรีสะเกษ ตาก และเพชรบุรี เฉพาะในช่วงหน้าฝน 2 เดือนของปีนี้ (เดือน พ.ค.-มิ.ย. 2562) พบผู้เสียชีวิตแล้วถึง 5 ราย ล่าสุดข้อมูลในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย. 2562 กรมควบคุมโรค ได้รับรายงานเหตุการณ์ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการรับประทานเห็ดพิษ จำนวน 5 เหตุการณ์ จากจังหวัดศรีสะเกษ ตาก อํานาจเจริญ เชียงใหม่ และ เลย

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า เห็ดที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถรับประทานได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า และยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า ทั้งนี้ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารพิษที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้ จึงไม่ควรใช้วิธีการเหล่านี้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด

อาการหลังรับประทานเห็ดพิษ จะคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน การช่วยเหลือในเบื้องต้นคือกระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน ที่สำคัญต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการรับประทานเห็ดโดยละเอียด พร้อมกับนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลืออยู่) และควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในช่วงวันแรก แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้

นพ.สรรพงศ์ กล่าวว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านมีการสืบทอดความรู้ในการสังเกตเห็ดพิษดังนี้ หากเห็ดชนิดนั้นขึ้นอยู่ใกล้มูลสัตว์หรือบนมูลสัตว์ รูปร่างคล้ายสมองหรืออานม้า มีสีน้ำตาลหรือสีสันฉูดฉาด หมวกเห็ดมีสีขาว มีปุ่มปม มีรู ไม่เป็นครีบ มีวงแหวนใต้หมวก มีปลอกหุ้มโคนหรือเมื่อดอกแก่ มีกลิ่นเอียนหรือกลิ่นค่อนข้างมากก็ให้พึงระวังว่าจะเป็นเห็ดพิษ สารพิษในเห็ดโดยส่วนใหญ่จะสลายตัวด้วยความร้อน ดังนั้นการบริโภคเห็ดให้ปลอดภัย ควรปรุงให้สุกก่อนเสมอ ไม่ควรกินเห็ดดิบโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ เมื่อผู้ป่วยได้รับพิษจากเห็ดการปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาให้มากที่สุดและหากมีต้นรางจืดอยู่บริเวณบ้าน สามารถล้างพิษเห็ดได้เบื้องต้น และรีบไปพบแพทย์ทันทีโดยนำเห็ดที่เป็นต้นเหตุให้แพทย์ผู้ตรวจวินิจฉัยด้วย ข้อห้ามที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังจากบริโภคเห็ดพิษโดยเด็ดขาด เพราะส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้ปวดหัวอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน หายใจเร็วและลำบาก อาจทำให้พิษกระจายรวดเร็วขึ้น ถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้

สุดท้ายนี้ขอแนะนำให้ประชาชนบริโภคเฉพาะเห็ดที่ตนเองรู้จักและเคยรับประทานเท่านั้น หากไม่มั่นใจว่าเห็ดที่พบเห็นสามารถกินได้ หรือไม่มีใครเคยนำมากิน หรือมีรายงานประวัติความเป็นพิษของเห็ดดังกล่าว ก็ไม่ควรรับประทาน และให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของเห็ดให้แน่ชัดรวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดร่วมกับดื่มสุรา เพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์จะทำให้พิษเห็ดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

สรรพคุณจากเห็ดยอดฮิต